ท่องเที่ยว

Exciting Vietnam ดาลัต - มุยเน่ พาหัวใจเราเต้นแรง

26/03/2563 | กรุงเทพ

ผมว่าคนเราสามารถออกแบบชีวิตของตัวเองได้ครับ ว่าเราอยากตื่นมามีชีวิตแบบไหน บางคนอาจจะอยากมีช่วงเวลาแห่งความตื่นเต้น ออกจากถนนที่คุ้นเคย อาหารที่คุ้นปาก ไปลองอยู่ในที่ที่ไม่มีใครพูดภาษาเดียวกับเราสำหรับผม..ผมออกแบบชีวิตตัวเองให้ตื่นมาในตอนเช้าแล้วได้เจอกับเรื่องตื่นเต้นและสิ่งที่ไม่คาดหวังเสมอครับ

คราวนี้ความน่าตื่นเต้นของผมมันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ที่ผมพาตัวเองไปเที่ยวเมืองดาลัตและมุยเน่ ประเทศเวียดนาม เปิดทริปของคนอื่นอ่านมาก็เยอะ เจอหลายๆ คนบอกว่าต้องมีสติเยอะๆ และต้องระวังตัวให้มาก แต่ผมยังไม่มีคำตอบให้กับที่นี่ จนกว่าจะได้เดินทางไปเจอด้วยตัวเอง

image
เวียดนาม...กับประสบการณ์แปลกใหม่

ปัจจัยสำคัญในการเดินทางคือเงิน !! การใช้จ่ายในประเทศเวียดนามใช้เงินสกุล VND หรือที่เราเรียกกันว่า “ดอง”อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 10,000 VND เท่ากับ 14 - 15 บาทไทย ข้าวแต่ละมื้ออยู่ที่ 50,000 VND - 100,000 VND

การเดินทางไปเมืองดาลัต แต่ก่อนเราต้องเดินทางไปเมืองโฮจิมินห์ก่อน จากนั้นนั่งรถนอนต่อไปเมืองดาลัต แต่เดี๋ยวนี้มีบินตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิไปลงที่เมืองดาลัตเลยครับ นั่งไม่นานใช้เวลาเหมือนไปเชียงใหม่เลย

ทำความรู้จักกับวัฒนธรรมท้องถิ่น... แน่นอนว่าไปต่างบ้านต่างเมือง แต่ละที่ต้องไม่เหมือนกันอยู่แล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือทำความเข้าใจวัฒนธรรมของพวกเขาครับ

ที่พักเวียดนามค่อนข้างราคาถูกและดีครับ ..แต่ที่ดาลัตความแปลกตาคือ ที่พักทุกที่ไม่มี “เครื่องปรับอากาศ”เลย อาจเป็นเพราะบ้านเขาอากาศดีทั้งปี (อย่าลืมเช็คอากาศก่อนแพ็คกระเป๋านะ) คนไทยที่สัมผัสแต่อากาศร้อนระอุ จึงไม่ชินตากับบ้านเรือนที่ไม่มีกล่องแอร์สี่เหลี่ยมยื่นออกมาจากตัวบ้าน
vietnam_2.webp
จากดาลัตไปมุยเน่ ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง เที่ยวรถจากดาลัตมีวันละ 2 รอบ เวลา 07.00 น. และ 13.00 น. ซึ่งเวลาของเมืองไทย เท่ากับดาลัต และมุยเน่ เลยล่ะครับ
vietnam_3.webp
ก่อนออกเดินทางผมอยากให้ทุกคนพร้อม ไม่ว่าจะทริปไหนๆ ใกล้หรือไกล ในหรือนอกประเทศ เพราะเวลาที่คุณก้าวออกจากบ้าน คุณไม่มีทางรู้เลยว่าจะได้เจอกับอะไรบ้าง สำหรับผมมี FWD คอยดูแล ถ้าเราพร้อม ก็ไม่มีอะไรให้กังวล การท่องเที่ยวของเราก็จะสนุกขึ้นครับ

ความตื่นเต้นแรก เกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่ลงจากเครื่องบิน ผมพอรู้มาบ้างว่าที่เมืองดาลัตเป็นเมืองที่อากาศดี หนาวทั้งปี แต่มองจากหน้าต่างเครื่องบิน แดดเปรี้ยง ! นี่เราจะโดนหลอกตั้งแต่ยังไม่ลงจากเครื่องบินเลยเหรอ…

สุดท้ายแล้ว เท้าสัมผัสพื้นสนามบินเมืองดาลัต ผิวเราก็ได้สัมผัสลมหนาวเบาๆ โล่งใจกันไปครับ นึกว่าเสื้อกันหนาวที่ใส่กระเป๋ามาจะเป็นหมันซะแล้ว…

การเดินทางเข้าเมืองดาลัตนั้นง่ายครับ มี 2 ทางให้เลือกคือแท็กซี่และรถบัส
vietnam_4.webp
เดินทางเข้าเมืองก็เจอกับความวุ่นวาย ด้วยเสียงแตรดังมาจากทุกทิศทาง ทั้งรถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ แตรสำคัญกว่าเบรกครับ ถ้าให้เดาคิดว่าเปิดร้านซ่อมเบรกที่นี่คงจะไม่ค่อยเวิร์ค แต่ร้านซ่อมแตรน่าจะทำเงินมากกว่า
vietnam_5.webp
แอบคิดเบาๆ ว่าบีบแตรแบบนี้ เมืองไทยคงลงมาต่อยกันแล้ว แต่ที่นี่ไม่เลย..การบีบแตรเป็นเหมือนวัฒนธรรมอย่างนึงของเขา ผมเห็นแล้วอยากลงสังเวียนกับเขาบ้าง จึงเดินหาร้านเช่ามอเตอร์ไซค์เลยครับ ก่อนผมออกจากร้าน เจ้าของร้านถามแล้วถามอีกว่า “คุณรู้วิธีการขับใช่ไหม?” พร้อมช่วยผมเช็คแตรรถ ก่อนออกจากร้าน บีบแตรดังๆ ก่อน 1 ครั้ง แล้วไปซิ่งได้เลยครับ

เวลายามเย็นของดาลัตค่อนข้างคึกคัก เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นที่ บ้างก็ออกมาเดินเล่น บ้างก็ขับรถ ขับมอเตอร์ไซค์ แต่เท่าที่กวาดสายตามองไม่ค่อยเห็นนักท่องเที่ยวขับรถมอเตอร์ไซค์กันเท่าไหร่ครับการขับรถของที่นี่ เขาขับเลนขวา พวงมาลัยซ้ายต่างจากบ้านเราทุกอย่าง ตอนที่ขับสติต้องอยู่กับเนื้อกับตัวด้วยครับ ไม่งั้นอาจจะงงๆ เผลอเลี้ยวเข้าผิดเลนได้

ต้องบอกเลยว่าขับรถในเมืองไทย ผมมีความรู้สึกเกรงใจที่จะบีบแตรใส่คันอื่น แต่ได้ลองขับที่เวียดนามทำให้ผมคิดว่า การบีบแตรมันก็โอเคนะ เหมือนเป็นการเตือนรถคันอื่น ถ้าอยู่ริมถนนก็อย่าเพิ่งออก จะเลี้ยวก็มองก่อนและที่คิดว่าเจ๋งสุดๆ เลยคือ ไฟแดงแทบไม่จำเป็น มีแต่วงเวียน ต้องอัพสกิลหูตาไวไว้เลยครับ หาช่องเสียบให้เจอ ขับกันแบบไม่ต้องเบรก บีบแตรกันแบบไม่ต้องเกรงใจ ถึงไม่มีตำรวจจราจรยืนตามสี่แยก แต่ที่นี่ทุกคนสวมหมวกกันน็อค และปฎิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด ความวุ่นวายกลายเป็นเสน่ห์ครับ
vietnam_6.webp
vietnam_7.webp
โดยตลาดกลางคืนของเมืองดาลัตมีทั้งของกินและของใช้ เสื้อผ้า ส่วนมากจะเป็นเสื้อกันหนาว ผ้าพันคอ
vietnam_8.webp
ส่วนอาหารมีให้เลือกทานเยอะมากกก จะมีคนมายืนเรียกให้ไปทานร้านเขา ยื่นเมนูให้เราตัดสินใจ แต่ไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่ เพราะน่าจะใช้อากู๋แปลบางเมนูเลยกลายเป็น ที่ตัดเล็บ ผัดจาระบีแทนครับเดินตลาดมืดเมืองเขาทั้งที ต้องไม่พลาดชิมอาหารพื้นเมืองอย่าง “บัน แจง นึง”หรือ พิซซ่าเวียดนาม แผ่นแป้งย่างราดไข่ ไส้กรอก ผัก ซอส กรุบๆ กรอบๆ อร่อยดีครับ
vietnam_9.webp
อีกอย่างนึงที่ต้องลองคือร้านปิ้งย่างรถเข็น มีเมนูย่างให้เลือกเยอะ เริ่มต้นที่ไม้ละ 10,000 VND บางร้านก็มีเก้าอี้ให้นั่ง บางร้านไม่มี เลือกมาแล้วเดินทานได้เลยครับ

ยามเช้าในดาลัต อากาศกำลังดีต้องออกไปสัมผัสกันสักหน่อย อยู่ในเมืองไม่ไปไหนไกล ลองไปวัดความกล้า เช็คดูว่าตัวเองกลัวความสูงหรือไม่ กันที่ Crazy House แค่ชื่อก็รู้สึกสนุก น่าตื่นเต้นขึ้นมากเลยครับ


Crazy House เป็นจุดท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวไปกันเยอะทีเดียว ซึ่งที่นี่เป็นทั้งที่เที่ยวและที่พัก มีค่าเข้าคนละ 40,000 VND ลักษณะเป็นบ้านรูปร่างแปลกตา มีบันไดอันเล็กบ้างใหญ่บ้างให้เราไต่ขึ้นบนหลังคา บันไดมันเชื่อมกัน ขึ้นจากอีกฝั่งก็มาเจอกันได้ ความน่าตื่นเต้นมันอยู่ที่ตอนเดินสวนกันนี่แหละครับ หลบกันบนบันไดเล็กๆ บนจุดสูงสุด..ถึงจะไม่กลัวความสูงก็แอบใจหวิวๆ แน่นอนครับ
vietnam_11.webp
ใครที่ชอบถ่ายภาพต้องถูกใจที่นี่แน่นอนเลยครับ รูปร่างบ้าน บันได แต่ละส่วนมันดูแปลกตาดี แต่พอเอามาอยู่รวมกันแล้ว เดินไปก็ อ้าววว...มีตรงนี้ด้วยเหรอ? เหมือนค้นพบมุมใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ ทำให้ผมอยากลองเดินซอกแซกให้หมดทุกส่วนของที่นี่เลยครับ

ยังอยู่ที่สูงไม่จุใจ ดาลัตมีกระเช้า Cable Car ลอยฟ้า ลอยป่าให้เราได้ชมธรรมชาติกันด้วย ค่าขึ้นกระเช้าคนละ 60,000 VND นั่งไปเรื่อยๆ มองซ้ายก็เห็นป่าสีเขียว มองขวาก็เห็นเมือง พอมองจากที่สูงแล้ว เพิ่งรู้ว่าเมืองดาลัตก็ไม่เล็กนะครับ ค่อนข้างกว้าง มีบ้านเรือนทรงยุโรป ลดหลั่นตามเขาหลายโซนเลย
vietnam_13.webp
กระเช้าเคลื่อนไปเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ในกระเช้านั่งได้ถึง 4 คน ที่ถูกใจผมมากๆ ก็ตรงที่มันเคลื่อนผ่านป่าสน ทะเลสาบ เทือกเขา ผมว่ามันสวยมากครับ บรรยากาศดี สีเขียวสด ลมเย็นสบายๆ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของดาลัตที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนจริงๆ
vietnam_14.webp
vietnam_15.webp
1 of 2
ที่เที่ยวแบบน้ำๆ ดูเหมือนจะไม่ไปด้วยกันกับเมืองหนาว แต่น้ำตก Datanla Falls เป็นที่เที่ยวที่ได้รับความนิยมของเมืองดาลัต ชนิดที่เรียกว่าถ้าผมไม่ไป อาจจะมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังไม่ได้ เพราะมันไม่ครบรสครับที่น้ำตกดาตันลา ผมได้ลองเล่นเครื่องเล่นท่ามกลางธรรมชาติพาให้หัวใจเต้นแรง พร้อมไปกับการชมวิวอีกด้วยครับ
vietnam_16.webp
ก่อนเข้าน้ำตกเราต้องจ่ายค่าเข้า 30,000 VND เข้าไปยังไม่เจอน้ำตกหรอกครับ แม้แต่เสียงน้ำกระทบพื้นก็ยังไม่ได้ยิน เพราะเราต้องลงไปด้านล่างก่อน ไฮไลท์ของน้ำตกดาตันลาอยู่ที่เราต้องเล่น Roller Coaster ลงไปที่น้ำตก

จริงๆ เราเดินลงไปได้ แต่จะเดินทำไมให้เหนื่อยใช่ไหมครับ ซื้อตั๋ว 60,000 VND คาดเข็มขัดให้มั่นแล้วไปไถลลงน้ำตกกันดีกว่าครับ ลองดูแล้วอยากลองเล่นอีกหลายๆ รอบเลย

พอลงมาถึงด้านล่างเจอน้ำตกสูงตระหง่าน น้ำใสแจ๋ว แต่ไม่ใช่น้ำตกที่สามารถลงไปเล่นน้ำได้นะ เหมาะสำหรับไปชื่นชมความงามธรรมชาติและพักผ่อนหย่อนใจ นั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ครับ
vietnam_18.webp
ชมน้ำตก เล่น Roller Coaster ไปแล้ว เมืองดาลัตยังมีทีเด็ดที่เราจะพลาดไม่ได้อีกนะครับ นั้นคือ ชมดอกไม้เมืองหนาว ฟังดูอาจจะมุ้งมิ้งน่ารัก แต่ใครจะพลาดละครับ มาถึงเมืองเขาทั้งที ดอกไม้ที่นี่เป็นดอกไม้เมืองหนาว ไม่ต้องเล็งช่วงหน้าหนาวก็ได้เห็นดอกไม้สวยๆ ขึ้นทั้งปีครับ

ซึ่งดอกไม้ของเมืองดาลัตไม่ได้ปลูกกันแค่แปลงสองแปลง แต่เขาปลูกกันเป็นเขา ปลูกกันทั้งหมู่บ้าน มีกิจการส่งดอกใม้ใหญ่โต จริงๆ ขับรถในตัวเมืองก็เจอประดับอยู่ตามมุมต่างๆ ของเมือง แต่ถ้าอยากฟินแบบเต็มๆ ต้องไปที่ฟาร์มดอกไม้เลยครับ
vietnam_19.webp
ภาพดอกไฮเดรนเยีย สีฟ้าแกมเหลืองสดใส แน่นขนัดไปทั้งฟาร์ม มันดูน่ารักสดใส จนเพื่อนผมไม่อยากออกจากแปลงดอกไม้เลย เธอบอกว่า “ไปเที่ยวทริปอื่นๆ มาทั้งทริป ยังถ่ายรูปน้อยกว่าที่นี่ที่เดียวเลย” ส่วนตัวผมกลายเป็นตากล้องจำเป็นให้เธอเรียบร้อยครับ กดชัตเตอร์วนไป.. ในเมืองไทยเราเจอแบบนี้ได้ตอนหน้าหนาว แต่ที่นี่คือมีให้เรามาถ่ายรูปกันได้ทั้งปี
vietnam_20.webp
เราเห็นดอกไม้เมืองหนาวได้ทั่วเมืองดาลัตแล้ว สิ่งที่มีให้เห็นเยอะไม่แพ้ดอกไม้ก็คือ “ร้านคาเฟ่” ต้องยอมรับว่ากาแฟร้อนหอมๆ เป็นของคู่กันกับเมืองหนาว ที่ดาลัตมีร้านคาเฟ่ให้เลือกแวะไปนั่งชิลๆ เยอะครับ สำหรับผมถูกใจร้าน “An Cafe”
vietnam_21.webp
ร้านนี้ตกแต่งได้น่านั่งมากครับ ทำให้เมืองดาลัตดูชิลท่ามกลางความวุ่นวาย เหมือนเป็นจุดที่เรานั่งเงียบๆ ได้ ทั้งๆ ที่บรรยากาศของเมืองมีแต่เสียงแตร อาจจะเป็นเพราะการตกแต่งที่มีต้นไม้สีเขียว มีการเอาผักสลัดมาปลูกไว้ทั่วร้าน ตัวร้านเป็นไม้และกระจก ตั้งอยู่มุมสูงมองลงไปจากระเบียงที่นั่ง เห็นรถมอเตอร์ไซค์ขับไปมา
vietnam_22.webp
ส่วนกาแฟ มาเมืองนี้ต้องลองชิมแบบ Original Dalat กาแฟเย็นแต่เสิร์ฟแบบดริปมาให้เลย ให้เราเอามาเทใส่แก้วน้ำแข็งเองครับ หรือใครไม่สันทัดกาแฟลองเป็นชาเขียวมะนาวปั่นสดชื๊นนนนนน สดชื่น
vietnam_23.webp
ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้หยุดนิ่ง จิบกาแฟ มองความวุ่นวาย มองผู้คนกำลังทำหน้าที่ของตัวเอง ทุกอย่างมันมีเสน่ห์ไปหมด..แล้วไม่ให้ผมตกหลุมรักการออกเดินทางได้ยังไงละครับผมว่าคนเมืองดาลัต เป็นคนที่ค่อนข้างน่าอิจฉาเลยครับ บรรยากาศดี อากาศก็ดี ยามเย็นก็มีลานกิจกรรม Lam Vien Square ที่ที่ทั้งเด็กและวัยรุ่นต่างไปรวมตัวกันนั่งเล่น หาเมนูปิ้งร้อนๆ ทานท้าลมหนาวมีบางคนสนุกกับรถยืนไฟฟ้า หรือ Smart Balance Wheel หนึ่งในนั้นรวมถึงผมด้วยครับ
vietnam_24.webp
เครื่องเล่นนี้มีเช่าอยู่ทั่วไปบนลาน มีหลายแบบครับ ถูกใจทั้งเด็กและก็ตัวผมมาก ได้ลองเล่นอะไรแบบเด็กๆ ได้หัวเราะแบบสุดๆ ทำอะไรในแบบที่ยังไม่เคยลองก็เจ๋งดีนะ ว่าแล้วกลับเมืองไทยอยากซื้อเครื่องเล่นนี้ไปเล่น ตามลาน สวนสาธารณะบ้านเราบ้างเลยครับแน่นอนว่ามาเมืองดาลัต ต้องได้ไปเที่ยวต่อกันที่เมืองมุยเน่เมืองที่ใครๆ ก็รู้จัก เพราะมีภาพชินตาเป็นทะเลทรายสีขาวกว้างใหญ่ ถ้าพูดกันจริงๆ แล้ว หลายคนรู้จักและอยากเดินทางไปเที่ยวเวียดนามก็เพราะทะเลทรายก็ว่าได้ครับ

จากตัวเมืองดาลัต เรานั่งรถเที่ยวเช้า 07.00 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง มาถึง มุยเน่เมืองตากอากาศ ชายทะเล ที่มีความแปลกเบาๆ คือเมืองที่ติดริมทะเลน่าจะร้อนแต่มุยเน่กลับมีลมเย็นๆ พัดตลอด
vietnam_26.webp
การเดินทางในเมืองมุยเน่มีทั้งแท็กซี่และเช่ามอเตอร์ไซค์ขับเองนะครับ ส่วนผมแทบไม่ต้องคิดครับได้โอกาสมาสัมผัสมุยเน่ ผมก็จะทำให้สุดเลย เช่ามอเตอร์ไซค์ขับเที่ยวให้ทั่วครับ ค่าเช่ามอเตอร์ไซค์ของที่นี่คิดเป็นวัน มีร้านเช่าอยู่ตามริมถนนให้เลือกเยอะ
vietnam_27.webp
ถนนของที่นี่ดีครับ มุยเน่มีถนนเลียบหาดสวยเยอะ แล้วมีจุดที่เป็นเมืองเล็กๆ ร้านอาหาร ที่พักริมทะเล บรรยากาศเหมือนเกาะท่องเที่ยวเกาะนึงบ้านเราเลย มีฝรั่งเช่ามอเตอร์ไซค์ขับกันเยอะเหมือนกันครับ บางคนอยู่นานหน่อยก็ซื้อ พอกลับประเทศก็ขายไป อยู่นานๆ ทำแบบฝรั่งก็คุ้มดีนะครับ

การเดินทางบางครั้งไม่ได้ราบรื่นเสมอไป มีบ้างที่เราต้องเจอกับอุปสรรค ในเวลานั้นเราหน้านิ่วคิ้วขมวดกับมัน แต่มองกลับไปกลายเป็นเรื่องตลกซะงั้นครับ อย่างตอนที่ขับมอเตอร์ไซค์อยู่ดีๆ ก็สตาร์ทไม่ติด เติมน้ำมันก็แล้ว..สุดท้ายผมก็ต้องไปหาร้านซ่อม ในที่ที่ไม่คุ้นเคย ภาษาก็พูดไม่เหมือนกัน มันกลายเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำสำหรับผมและเพื่อนครับ

อย่างที่บอกว่ามุยเน่มีทะเลทรายเป็นเหมือนปกหนังสือ แต่ตามจริงแล้วมันมีถึง 2 ทะเลทรายที่เขาเที่ยวกัน เรียกว่า “White Sand Dune” และ “Red Sand Dune” ทั้งสองอยู่ในแพ็คเกจทัวร์ทุกทัวร์ของที่นี่ ซึ่งมันหาซื้อได้ง่าย เหมือนเราเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ แล้วหยิบขนมจีบซาลาเปาเลยครับ

เรามักจะเห็นรถจี๊ปเท่ๆ หลายสีสันขับไปขับมาในเมืองมุยเน่ จนเป็นภาพชินตา เพราะที่นี่ใช้รถจี๊ปรับส่งนักท่องเที่ยวไปตามที่เที่ยวต่างๆ มันเป็นเหมือนวิถีของที่นี่ ถ้าผมกลับมานอนเล่นอยู่บนเตียงที่กรุงเทพฯ นึกภาพถึงมุยเน่ ผมคงเห็นภาพรถจี๊ปกับทะเลทรายนี่แหละครับ
vietnam_28.webp
แน่นอนว่าผมข้ามน้ำข้ามภูเขามาถึงที่นี่แล้ว จะกลับมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังแบบไม่ครบสูตรไม่ได้ ต้องไปเห็นกับตาตัวเองสักครั้งว่าทะเลทรายมุยเน่เป็นอย่างไร รถจี๊ปพาผมไปส่งถึงทะเลทรายขาว แต่เขาส่งเราแค่หน้าทางเข้าทะเลทรายเท่านั้น เพราะที่นั้นจะมีรถจี๊ปคอยให้บริการอยู่แล้ว เราต้องไปติดต่อเองอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนมากแล้วนักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวทะเลทรายกันสองช่วง คือ ตอนเช้ามืดกับตอนบ่าย ในช่วงเช้าทุกคนมาเพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้น แสงแรกนับว่าสวยไม่น้อยเลยครับ ช่วงบ่ายก็แดดอ่อนๆ ถ่ายรูปออกมาแล้วไม่อึมครึมมากเกินไปก็สวยไปอีกแบบครับ

เนินทรายที่นี่ค่อนข้างกว้าง ..สูงบ้าง ต่ำบ้าง บางเนินสูงลิบๆ 10 - 15 เมตรเลย จุดพีคของที่นี่ที่ทำให้ผมถึงกับใจเต้นรัวก็เป็นการเดินทางกลับที่ไม่ธรรมดาของเหล่านักท่องเที่ยว เขาใช้วิธีการดิ่งลงเนินทรายกลับกันครับ ตอนมาก็ไต่เนินมาดีๆ เซอร์ไพรส์ตอนกลับ คิดไม่ถึงจริงๆ ครับว่า เขาจะให้เราซ้อน ATV แล้วดิ่งจากเนินที่ทั้งสูงกว่า 10 เมตร และชันสุดๆ
vietnam_29.webp
ผมเห็นแล้วอยากลองขับ ATV บนผืนทรายสักครั้งครับ ไหนๆ ก็มาถึงที่แล้วเอาให้สุด!! ลองขับเองดูสักครั้ง มันสนุกจริงๆ ครับ ไม่ใช่การขับบนถนนคอนกรีตแข็งๆ หรือบนถนนลูกรังขรุขระ แต่มันเป็นทรายนิ่มๆ กว้างจนสามารถเร่งเครื่องแรงๆ ได้โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะชนกับอะไร

จากทะเลทรายขาว มาเติมพลังกันที่ทะเลทรายแดง ซึ่งทะเลทรายแดงเล็กกว่าทะเลทรายขาวเล็กน้อย ตั้งอยู่ติดริมถนน บริเวณใกล้ๆ มีร้านอาหารให้บริการ จากการมองจากสายตา ก่อนจะข้ามถนนจากที่จอดรถไปที่ทะเลทราย ผมคิดว่าเดินทรายนิ่มๆ คงจะสบายเท้าดีไม่น้อย.. ขึ้นเนินนิดหน่อยก็ชิลๆ แต่สิ่งที่เราจินตนาการมันมักจะต่างกับความจริง การเดินขึ้นเนินบนทะเลทรายไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
vietnam_30.webp
ผมโอดครวญอยู่ในใจว่ากลับไปผมควรออกกำลังกายมากกว่านี้ แต่หางตากลับเจอคุณป้าหิ้วสไลเดอร์มาให้นักท่องเที่ยวเช่า วิ่งขึ้นเนินทะเลทรายอย่างไว แล้วขายของต่อได้แบบไม่มีอาการหอบสักนิด...ป้ามีพลังงานเหลือเฟือจริงๆ ครับผมไม่รอช้าอยากลองเช่ามาเล่นดู บริการหลังการเช่าของป้าก็เจ๋งไม่หยอกนะครับ เล่นไม่เป็น ท่าไม่เป๊ะ ป้าแกสอนได้ สอนไปขำไปแบบคนพลังงานเหลือเยอะ อารมณ์ดีสุดๆ

ทะเลทรายแดงขนาดไม่กว้างมาก เนินทรายมีสูงต่ำสลับกัน แต่ส่วนที่สูงก็ไม่ได้สูงมาก ที่นี่เลยไม่มีรถจี๊ปหรือ ATV เลย แน่นอนว่าถูกใจเพื่อนผมอีกแล้ว ส่วนผมก็ทำหน้าที่ตากล้องจำเป็น จุดนี้ถ่ายเยอะเอาชนะดอกไฮเดรนเยียไปเลยครับ
vietnam_31.webp
มาเมืองติดทะเลถ้าไม่ได้ทานอาหารทะเลเลยก็คงแปลกไปสักนิด อาหารทะเลแบบ Local แนะนำให้ไปทานกันที่ Fisherman’s Village สิครับ ที่ชายหาดในยามเย็นมีอาหารทะเลให้เลือกทานหลายร้าน ทุกร้านยกเอาทะเลมาวางบนบกกันเลย ทั้งล็อบสเตอร์ ปลาหมึก ปู กุ้ง หอยนานาชนิด อาหารสดทุกอย่าง เพราะเขาใส่กะละมังมาให้เลือกกันแบบสดๆ ที่สำคัญราคารับได้ด้วยครับ
vietnam_32.webp
เราอยากทานอะไรจิ้มเอาได้เลยครับ ทุกอย่างขายแบบชั่งน้ำหนัก 1 กิโลกรัม หรือ 2 กิโลกรัมก็เลือกได้เลย เลือกได้แล้วเขาก็นำไปทำกับข้าวให้ สดอร่อยทุกอย่าง
vietnam_33.webp
vietnam_34.webp
1 of 2
หากเราอยากเห็นกะละมังเรียงรายกันอยู่เต็มทะเล ก็ต้อง Fisherman’s Village นี่แหละครับ เรือบ้านเราเป็นทรงยาวรี แต่ที่เวียดนามมีเรือทรงกลมๆ ผมแอบเปรียบเทียบในใจว่ามันเหมือนเขาใช้กะละมังมาทำเรือกัน แต่จริงๆ มันไม่ใช่นะครับ ขนาดมันใหญ่กว่าเยอะ
vietnam_35.webp
ที่นี่เป็นอีกหนึ่งจุดที่นักท่องเที่ยวมาแวะ มีเรือกะละมังจอดอยู่เรียงรายเต็มไปหมด แอบงงว่าเขาพายกันยังไง แล้วเรือแบบนี้เขาไว้ใช้ทำอะไรได้บ้าง หาปลาได้ไหม ถ้ามันโดนคลื่นแล้วจะคว่ำหรือเปล่า แต่สุดท้ายแล้วมันเป็นสิ่งที่สะท้อนวิถีชีวิต มันบ่งบอกว่าบนโลกใบนี้ มีภูมิปัญญา มีการคิดที่ไม่เหมือนกันอีกเยอะแยะไปหมด แล้วทุกอย่างมันมีคำตอบของมันทั้งนั้น รอแค่ให้เราไปตั้งคำถามและหาคำตอบด้วยตัวเอง

ผมคิดเสมอว่าการท่องเที่ยวคือการเรียนรู้ที่ไม่จบสิ้น เมื่อผมไปเมืองไหน ประเทศไหน ผมก็ได้เรียนรู้วัฒนธรรม ภาษา อาหารการกิน กระเป๋าเก็บประสบการณ์ที่ไม่มีวันสิ้นสุดของผมกำลังโตขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีทริปไหนที่ผมออกเดินทางแล้วขาดทุนหรอก ครั้งนี้ผมได้กำไรมาเป็นประสบการณ์ที่สามารถเล่าสู่กันฟังกับเพื่อนๆ ต่อได้อีก ไม่ว่าจะที่ไหน เมื่อไหร่ เมื่อมีโอกาสเดินทาง ผมพร้อมเสมอครับ
แชร์