Exciting Vietnam ดาลัต - มุยเน่ พาหัวใจเราเต้นแรง

ผมว่าคนเราสามารถออกแบบชีวิตของตัวเองได้ครับ ว่าเราอยากตื่นมามีชีวิตแบบไหน บางคนอาจจะอยากมีช่วงเวลาแห่งความตื่นเต้น ออกจากถนนที่คุ้นเคย อาหารที่คุ้นปาก ไปลองอยู่ในที่ที่ไม่มีใครพูดภาษาเดียวกับเรา สำหรับผม..ผมออกแบบชีวิตตัวเองให้ตื่นมาในตอนเช้าแล้วได้เจอกับเรื่องตื่นเต้นและสิ่งที่ไม่คาดหวังเสมอครับ

คราวนี้ความน่าตื่นเต้นของผมมันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ที่ผมพาตัวเองไปเที่ยวเมืองดาลัตและมุยเน่ ประเทศเวียดนาม เปิดทริปของคนอื่นอ่านมาก็เยอะ เจอหลายๆ คนบอกว่าต้องมีสติเยอะๆ และต้องระวังตัวให้มาก แต่ผมยังไม่มีคำตอบให้กับที่นี่ จนกว่าจะได้เดินทางไปเจอด้วยตัวเอง

เวียดนาม...กับประสบการณ์แปลกใหม่

ปัจจัยสำคัญในการเดินทางคือเงิน !! การใช้จ่ายในประเทศเวียดนามใช้เงินสกุล VND หรือที่เราเรียกกันว่า “ดอง” อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 10,000 VND เท่ากับ 14 - 15 บาทไทย ข้าวแต่ละมื้ออยู่ที่ 50,000 VND - 100,000 VND

การเดินทางไปเมืองดาลัต แต่ก่อนเราต้องเดินทางไปเมืองโฮจิมินห์ก่อน จากนั้นนั่งรถนอนต่อไปเมืองดาลัต แต่เดี๋ยวนี้มีบินตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิไปลงที่เมืองดาลัตเลยครับ นั่งไม่นานใช้เวลาเหมือนไปเชียงใหม่เลย

ทำความรู้จักกับวัฒนธรรมท้องถิ่น... แน่นอนว่าไปต่างบ้านต่างเมือง แต่ละที่ต้องไม่เหมือนกันอยู่แล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือทำความเข้าใจวัฒนธรรมของพวกเขาครับ

ที่พักเวียดนามค่อนข้างราคาถูกและดีครับ ..แต่ที่ดาลัตความแปลกตาคือ ที่พักทุกที่ไม่มี “เครื่องปรับอากาศ” เลย อาจเป็นเพราะบ้านเขาอากาศดีทั้งปี (อย่าลืมเช็คอากาศก่อนแพ็คกระเป๋านะ) คนไทยที่สัมผัสแต่อากาศร้อนระอุ จึงไม่ชินตากับบ้านเรือนที่ไม่มีกล่องแอร์สี่เหลี่ยมยื่นออกมาจากตัวบ้าน


จากดาลัตไปมุยเน่ ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง เที่ยวรถจากดาลัตมีวันละ 2 รอบ เวลา 07.00 น. และ 13.00 น. ซึ่งเวลาของเมืองไทย เท่ากับดาลัต และมุยเน่ เลยล่ะครับ


ก่อนออกเดินทางผมอยากให้ทุกคนพร้อม ไม่ว่าจะทริปไหนๆ ใกล้หรือไกล ในหรือนอกประเทศ เพราะเวลาที่คุณก้าวออกจากบ้าน คุณไม่มีทางรู้เลยว่าจะได้เจอกับอะไรบ้าง สำหรับผมมี FWD ( https://www.fwd.co.th/th/protect/life-insurance/whole-life-extra/) คอยดูแล ถ้าเราพร้อม ก็ไม่มีอะไรให้กังวล การท่องเที่ยวของเราก็จะสนุกขึ้นครับ 


ความตื่นเต้นแรก เกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่ลงจากเครื่องบิน ผมพอรู้มาบ้างว่าที่เมืองดาลัตเป็นเมืองที่อากาศดี หนาวทั้งปี แต่มองจากหน้าต่างเครื่องบิน แดดเปรี้ยง ! นี่เราจะโดนหลอกตั้งแต่ยังไม่ลงจากเครื่องบินเลยเหรอ…

สุดท้ายแล้ว เท้าสัมผัสพื้นสนามบินเมืองดาลัต ผิวเราก็ได้สัมผัสลมหนาวเบาๆ โล่งใจกันไปครับ นึกว่าเสื้อกันหนาวที่ใส่กระเป๋ามาจะเป็นหมันซะแล้ว…

การเดินทางเข้าเมืองดาลัตนั้นง่ายครับ มี 2 ทางให้เลือกคือแท็กซี่และรถบัส

เดินทางเข้าเมืองก็เจอกับความวุ่นวาย ด้วยเสียงแตรดังมาจากทุกทิศทาง ทั้งรถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ แตรสำคัญกว่าเบรกครับ ถ้าให้เดาคิดว่าเปิดร้านซ่อมเบรกที่นี่คงจะไม่ค่อยเวิร์ค แต่ร้านซ่อมแตรน่าจะทำเงินมากกว่า


แอบคิดเบาๆ ว่าบีบแตรแบบนี้ เมืองไทยคงลงมาต่อยกันแล้ว แต่ที่นี่ไม่เลย..การบีบแตรเป็นเหมือนวัฒนธรรมอย่างนึงของเขา ผมเห็นแล้วอยากลงสังเวียนกับเขาบ้าง จึงเดินหาร้านเช่ามอเตอร์ไซค์เลยครับ ก่อนผมออกจากร้าน เจ้าของร้านถามแล้วถามอีกว่า “คุณรู้วิธีการขับใช่ไหม?” พร้อมช่วยผมเช็คแตรรถ ก่อนออกจากร้าน บีบแตรดังๆ ก่อน 1 ครั้ง แล้วไปซิ่งได้เลยครับ

เวลายามเย็นของดาลัตค่อนข้างคึกคัก เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นที่ บ้างก็ออกมาเดินเล่น บ้างก็ขับรถ ขับมอเตอร์ไซค์ แต่เท่าที่กวาดสายตามองไม่ค่อยเห็นนักท่องเที่ยวขับรถมอเตอร์ไซค์กันเท่าไหร่ครับ การขับรถของที่นี่ เขาขับเลนขวา พวงมาลัยซ้ายต่างจากบ้านเราทุกอย่าง ตอนที่ขับสติต้องอยู่กับเนื้อกับตัวด้วยครับ ไม่งั้นอาจจะงงๆ เผลอเลี้ยวเข้าผิดเลนได้

ต้องบอกเลยว่าขับรถในเมืองไทย ผมมีความรู้สึกเกรงใจที่จะบีบแตรใส่คันอื่น แต่ได้ลองขับที่เวียดนามทำให้ผมคิดว่า การบีบแตรมันก็โอเคนะ เหมือนเป็นการเตือนรถคันอื่น ถ้าอยู่ริมถนนก็อย่าเพิ่งออก จะเลี้ยวก็มองก่อนและที่คิดว่าเจ๋งสุดๆ เลยคือ ไฟแดงแทบไม่จำเป็น มีแต่วงเวียน ต้องอัพสกิลหูตาไวไว้เลยครับ หาช่องเสียบให้เจอ ขับกันแบบไม่ต้องเบรก บีบแตรกันแบบไม่ต้องเกรงใจ ถึงไม่มีตำรวจจราจรยืนตามสี่แยก แต่ที่นี่ทุกคนสวมหมวกกันน็อค และปฎิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด ความวุ่นวายกลายเป็นเสน่ห์ครับ


ช่วงค่ำคืนท่ามกลางเมืองอากาศหนาว ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้เดินเล่นตลาดกลางคืนครับ

โดยตลาดกลางคืนของเมืองดาลัตมีทั้งของกินและของใช้ เสื้อผ้า ส่วนมากจะเป็นเสื้อกันหนาว ผ้าพันคอ

ส่วนอาหารมีให้เลือกทานเยอะมากกก จะมีคนมายืนเรียกให้ไปทานร้านเขา ยื่นเมนูให้เราตัดสินใจ แต่ไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่ เพราะน่าจะใช้อากู๋แปลบางเมนูเลยกลายเป็น ที่ตัดเล็บ ผัดจาระบีแทนครับ เดินตลาดมืดเมืองเขาทั้งที ต้องไม่พลาดชิมอาหารพื้นเมืองอย่าง “บัน แจง นึง” หรือ พิซซ่าเวียดนาม แผ่นแป้งย่างราดไข่ ไส้กรอก ผัก ซอส กรุบๆ กรอบๆ อร่อยดีครับ


อีกอย่างนึงที่ต้องลองคือร้านปิ้งย่างรถเข็น มีเมนูย่างให้เลือกเยอะ เริ่มต้นที่ไม้ละ 10,000 VND บางร้านก็มีเก้าอี้ให้นั่ง บางร้านไม่มี เลือกมาแล้วเดินทานได้เลยครับ


ยามเช้าในดาลัต อากาศกำลังดีต้องออกไปสัมผัสกันสักหน่อย อยู่ในเมืองไม่ไปไหนไกล ลองไปวัดความกล้า เช็คดูว่าตัวเองกลัวความสูงหรือไม่ กันที่ Crazy House แค่ชื่อก็รู้สึกสนุก น่าตื่นเต้นขึ้นมากเลยครับ

Crazy House เป็นจุดท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวไปกันเยอะทีเดียว ซึ่งที่นี่เป็นทั้งที่เที่ยวและที่พัก มีค่าเข้าคนละ 40,000 VND ลักษณะเป็นบ้านรูปร่างแปลกตา มีบันไดอันเล็กบ้างใหญ่บ้างให้เราไต่ขึ้นบนหลังคา บันไดมันเชื่อมกัน ขึ้นจากอีกฝั่งก็มาเจอกันได้ ความน่าตื่นเต้นมันอยู่ที่ตอนเดินสวนกันนี่แหละครับ หลบกันบนบันไดเล็กๆ บนจุดสูงสุด..ถึงจะไม่กลัวความสูงก็แอบใจหวิวๆ แน่นอนครับ

ใครที่ชอบถ่ายภาพต้องถูกใจที่นี่แน่นอนเลยครับ รูปร่างบ้าน บันได แต่ละส่วนมันดูแปลกตาดี แต่พอเอามาอยู่รวมกันแล้ว เดินไปก็ อ้าววว...มีตรงนี้ด้วยเหรอ? เหมือนค้นพบมุมใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ ทำให้ผมอยากลองเดินซอกแซกให้หมดทุกส่วนของที่นี่เลยครับ


ยังอยู่ที่สูงไม่จุใจ ดาลัตมีกระเช้า Cable Car ลอยฟ้า ลอยป่าให้เราได้ชมธรรมชาติกันด้วย ค่าขึ้นกระเช้าคนละ 60,000 VND นั่งไปเรื่อยๆ มองซ้ายก็เห็นป่าสีเขียว มองขวาก็เห็นเมือง พอมองจากที่สูงแล้ว เพิ่งรู้ว่าเมืองดาลัตก็ไม่เล็กนะครับ ค่อนข้างกว้าง มีบ้านเรือนทรงยุโรป ลดหลั่นตามเขาหลายโซนเลย

กระเช้าเคลื่อนไปเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ในกระเช้านั่งได้ถึง 4 คน ที่ถูกใจผมมากๆ ก็ตรงที่มันเคลื่อนผ่านป่าสน ทะเลสาบ เทือกเขา ผมว่ามันสวยมากครับ บรรยากาศดี สีเขียวสด ลมเย็นสบายๆ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของดาลัตที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนจริงๆ


ที่เที่ยวแบบน้ำๆ ดูเหมือนจะไม่ไปด้วยกันกับเมืองหนาว แต่น้ำตก Datanla Falls เป็นที่เที่ยวที่ได้รับความนิยมของเมืองดาลัต ชนิดที่เรียกว่าถ้าผมไม่ไป อาจจะมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังไม่ได้ เพราะมันไม่ครบรสครับ ที่น้ำตกดาตันลา ผมได้ลองเล่นเครื่องเล่นท่ามกลางธรรมชาติพาให้หัวใจเต้นแรง พร้อมไปกับการชมวิวอีกด้วยครับ

ก่อนเข้าน้ำตกเราต้องจ่ายค่าเข้า 30,000 VND เข้าไปยังไม่เจอน้ำตกหรอกครับ แม้แต่เสียงน้ำกระทบพื้นก็ยังไม่ได้ยิน เพราะเราต้องลงไปด้านล่างก่อน ไฮไลท์ของน้ำตกดาตันลาอยู่ที่เราต้องเล่น Roller Coaster ลงไปที่น้ำตก

จริงๆ เราเดินลงไปได้ แต่จะเดินทำไมให้เหนื่อยใช่ไหมครับ ซื้อตั๋ว 60,000 VND คาดเข็มขัดให้มั่นแล้วไปไถลลงน้ำตกกันดีกว่าครับ ลองดูแล้วอยากลองเล่นอีกหลายๆ รอบเลย

พอลงมาถึงด้านล่างเจอน้ำตกสูงตระหง่าน น้ำใสแจ๋ว แต่ไม่ใช่น้ำตกที่สามารถลงไปเล่นน้ำได้นะ เหมาะสำหรับไปชื่นชมความงามธรรมชาติและพักผ่อนหย่อนใจ นั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ครับ

ชมน้ำตก เล่น Roller Coaster ไปแล้ว เมืองดาลัตยังมีทีเด็ดที่เราจะพลาดไม่ได้อีกนะครับ นั้นคือ ชมดอกไม้เมืองหนาว ฟังดูอาจจะมุ้งมิ้งน่ารัก แต่ใครจะพลาดละครับ มาถึงเมืองเขาทั้งที ดอกไม้ที่นี่เป็นดอกไม้เมืองหนาว ไม่ต้องเล็งช่วงหน้าหนาวก็ได้เห็นดอกไม้สวยๆ ขึ้นทั้งปีครับ

ซึ่งดอกไม้ของเมืองดาลัตไม่ได้ปลูกกันแค่แปลงสองแปลง แต่เขาปลูกกันเป็นเขา ปลูกกันทั้งหมู่บ้าน มีกิจการส่งดอกใม้ใหญ่โต จริงๆ ขับรถในตัวเมืองก็เจอประดับอยู่ตามมุมต่างๆ ของเมือง แต่ถ้าอยากฟินแบบเต็มๆ ต้องไปที่ฟาร์มดอกไม้เลยครับ 


ภาพดอกไฮเดรนเยีย สีฟ้าแกมเหลืองสดใส แน่นขนัดไปทั้งฟาร์ม มันดูน่ารักสดใส จนเพื่อนผมไม่อยากออกจากแปลงดอกไม้เลย เธอบอกว่า “ไปเที่ยวทริปอื่นๆ มาทั้งทริป ยังถ่ายรูปน้อยกว่าที่นี่ที่เดียวเลย” ส่วนตัวผมกลายเป็นตากล้องจำเป็นให้เธอเรียบร้อยครับ กดชัตเตอร์วนไป.. ในเมืองไทยเราเจอแบบนี้ได้ตอนหน้าหนาว แต่ที่นี่คือมีให้เรามาถ่ายรูปกันได้ทั้งปี


เราเห็นดอกไม้เมืองหนาวได้ทั่วเมืองดาลัตแล้ว สิ่งที่มีให้เห็นเยอะไม่แพ้ดอกไม้ก็คือ “ร้านคาเฟ่” ต้องยอมรับว่ากาแฟร้อนหอมๆ เป็นของคู่กันกับเมืองหนาว ที่ดาลัตมีร้านคาเฟ่ให้เลือกแวะไปนั่งชิลๆ เยอะครับ สำหรับผมถูกใจร้าน “An Cafe”


ร้านนี้ตกแต่งได้น่านั่งมากครับ ทำให้เมืองดาลัตดูชิลท่ามกลางความวุ่นวาย เหมือนเป็นจุดที่เรานั่งเงียบๆ ได้ ทั้งๆ ที่บรรยากาศของเมืองมีแต่เสียงแตร อาจจะเป็นเพราะการตกแต่งที่มีต้นไม้สีเขียว มีการเอาผักสลัดมาปลูกไว้ทั่วร้าน ตัวร้านเป็นไม้และกระจก ตั้งอยู่มุมสูงมองลงไปจากระเบียงที่นั่ง เห็นรถมอเตอร์ไซค์ขับไปมา

ส่วนกาแฟ มาเมืองนี้ต้องลองชิมแบบ Original Dalat กาแฟเย็นแต่เสิร์ฟแบบดริปมาให้เลย ให้เราเอามาเทใส่แก้วน้ำแข็งเองครับ หรือใครไม่สันทัดกาแฟลองเป็นชาเขียวมะนาวปั่นสดชื๊นนนนนน สดชื่น

ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้หยุดนิ่ง จิบกาแฟ มองความวุ่นวาย มองผู้คนกำลังทำหน้าที่ของตัวเอง ทุกอย่างมันมีเสน่ห์ไปหมด..แล้วไม่ให้ผมตกหลุมรักการออกเดินทางได้ยังไงละครับ ผมว่าคนเมืองดาลัต เป็นคนที่ค่อนข้างน่าอิจฉาเลยครับ บรรยากาศดี อากาศก็ดี ยามเย็นก็มีลานกิจกรรม Lam Vien Square ที่ที่ทั้งเด็กและวัยรุ่นต่างไปรวมตัวกันนั่งเล่น หาเมนูปิ้งร้อนๆ ทานท้าลมหนาว มีบางคนสนุกกับรถยืนไฟฟ้า หรือ Smart Balance Wheel หนึ่งในนั้นรวมถึงผมด้วยครับ


เครื่องเล่นนี้มีเช่าอยู่ทั่วไปบนลาน มีหลายแบบครับ ถูกใจทั้งเด็กและก็ตัวผมมาก ได้ลองเล่นอะไรแบบเด็กๆ ได้หัวเราะแบบสุดๆ ทำอะไรในแบบที่ยังไม่เคยลองก็เจ๋งดีนะ ว่าแล้วกลับเมืองไทยอยากซื้อเครื่องเล่นนี้ไปเล่น ตามลาน สวนสาธารณะบ้านเราบ้างเลยครับ แน่นอนว่ามาเมืองดาลัต ต้องได้ไปเที่ยวต่อกันที่เมืองมุยเน่ เมืองที่ใครๆ ก็รู้จัก เพราะมีภาพชินตาเป็นทะเลทรายสีขาวกว้างใหญ่ ถ้าพูดกันจริงๆ แล้ว หลายคนรู้จักและอยากเดินทางไปเที่ยวเวียดนามก็เพราะทะเลทรายก็ว่าได้ครับ 

จากตัวเมืองดาลัต เรานั่งรถเที่ยวเช้า 07.00 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง มาถึง มุยเน่เมืองตากอากาศ ชายทะเล ที่มีความแปลกเบาๆ คือเมืองที่ติดริมทะเลน่าจะร้อนแต่มุยเน่กลับมีลมเย็นๆ พัดตลอด


การเดินทางในเมืองมุยเน่มีทั้งแท็กซี่และเช่ามอเตอร์ไซค์ขับเองนะครับ ส่วนผมแทบไม่ต้องคิดครับได้โอกาสมาสัมผัสมุยเน่ ผมก็จะทำให้สุดเลย เช่ามอเตอร์ไซค์ขับเที่ยวให้ทั่วครับ ค่าเช่ามอเตอร์ไซค์ของที่นี่คิดเป็นวัน มีร้านเช่าอยู่ตามริมถนนให้เลือกเยอะ

ถนนของที่นี่ดีครับ มุยเน่มีถนนเลียบหาดสวยเยอะ แล้วมีจุดที่เป็นเมืองเล็กๆ ร้านอาหาร ที่พักริมทะเล บรรยากาศเหมือนเกาะท่องเที่ยวเกาะนึงบ้านเราเลย มีฝรั่งเช่ามอเตอร์ไซค์ขับกันเยอะเหมือนกันครับ บางคนอยู่นานหน่อยก็ซื้อ พอกลับประเทศก็ขายไป อยู่นานๆ ทำแบบฝรั่งก็คุ้มดีนะครับ

การเดินทางบางครั้งไม่ได้ราบรื่นเสมอไป มีบ้างที่เราต้องเจอกับอุปสรรค ในเวลานั้นเราหน้านิ่วคิ้วขมวดกับมัน แต่มองกลับไปกลายเป็นเรื่องตลกซะงั้นครับ อย่างตอนที่ขับมอเตอร์ไซค์อยู่ดีๆ ก็สตาร์ทไม่ติด เติมน้ำมันก็แล้ว..สุดท้ายผมก็ต้องไปหาร้านซ่อม ในที่ที่ไม่คุ้นเคย ภาษาก็พูดไม่เหมือนกัน มันกลายเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำสำหรับผมและเพื่อนครับ

อย่างที่บอกว่ามุยเน่มีทะเลทรายเป็นเหมือนปกหนังสือ แต่ตามจริงแล้วมันมีถึง 2 ทะเลทรายที่เขาเที่ยวกัน เรียกว่า “White Sand Dune” และ “Red Sand Dune” ทั้งสองอยู่ในแพ็คเกจทัวร์ทุกทัวร์ของที่นี่ ซึ่งมันหาซื้อได้ง่าย เหมือนเราเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ แล้วหยิบขนมจีบซาลาเปาเลยครับ

เรามักจะเห็นรถจี๊ปเท่ๆ หลายสีสันขับไปขับมาในเมืองมุยเน่ จนเป็นภาพชินตา เพราะที่นี่ใช้รถจี๊ปรับส่งนักท่องเที่ยวไปตามที่เที่ยวต่างๆ มันเป็นเหมือนวิถีของที่นี่ ถ้าผมกลับมานอนเล่นอยู่บนเตียงที่กรุงเทพฯ นึกภาพถึงมุยเน่ ผมคงเห็นภาพรถจี๊ปกับทะเลทรายนี่แหละครับ

แน่นอนว่าผมข้ามน้ำข้ามภูเขามาถึงที่นี่แล้ว จะกลับมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังแบบไม่ครบสูตรไม่ได้ ต้องไปเห็นกับตาตัวเองสักครั้งว่าทะเลทรายมุยเน่เป็นอย่างไร รถจี๊ปพาผมไปส่งถึงทะเลทรายขาว แต่เขาส่งเราแค่หน้าทางเข้าทะเลทรายเท่านั้น เพราะที่นั้นจะมีรถจี๊ปคอยให้บริการอยู่แล้ว เราต้องไปติดต่อเองอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนมากแล้วนักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวทะเลทรายกันสองช่วง คือ ตอนเช้ามืดกับตอนบ่าย ในช่วงเช้าทุกคนมาเพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้น แสงแรกนับว่าสวยไม่น้อยเลยครับ ช่วงบ่ายก็แดดอ่อนๆ ถ่ายรูปออกมาแล้วไม่อึมครึมมากเกินไปก็สวยไปอีกแบบครับ

เนินทรายที่นี่ค่อนข้างกว้าง ..สูงบ้าง ต่ำบ้าง บางเนินสูงลิบๆ 10 - 15 เมตรเลย จุดพีคของที่นี่ที่ทำให้ผมถึงกับใจเต้นรัวก็เป็นการเดินทางกลับที่ไม่ธรรมดาของเหล่านักท่องเที่ยว เขาใช้วิธีการดิ่งลงเนินทรายกลับกันครับ ตอนมาก็ไต่เนินมาดีๆ เซอร์ไพรส์ตอนกลับ คิดไม่ถึงจริงๆ ครับว่า เขาจะให้เราซ้อน ATV แล้วดิ่งจากเนินที่ทั้งสูงกว่า 10 เมตร และชันสุดๆ

ผมเห็นแล้วอยากลองขับ ATV บนผืนทรายสักครั้งครับ ไหนๆ ก็มาถึงที่แล้วเอาให้สุด!! ลองขับเองดูสักครั้ง มันสนุกจริงๆ ครับ ไม่ใช่การขับบนถนนคอนกรีตแข็งๆ หรือบนถนนลูกรังขรุขระ แต่มันเป็นทรายนิ่มๆ กว้างจนสามารถเร่งเครื่องแรงๆ ได้โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะชนกับอะไร 

จากทะเลทรายขาว มาเติมพลังกันที่ทะเลทรายแดง ซึ่งทะเลทรายแดงเล็กกว่าทะเลทรายขาวเล็กน้อย ตั้งอยู่ติดริมถนน บริเวณใกล้ๆ มีร้านอาหารให้บริการ จากการมองจากสายตา ก่อนจะข้ามถนนจากที่จอดรถไปที่ทะเลทราย ผมคิดว่าเดินทรายนิ่มๆ คงจะสบายเท้าดีไม่น้อย.. ขึ้นเนินนิดหน่อยก็ชิลๆ แต่สิ่งที่เราจินตนาการมันมักจะต่างกับความจริง การเดินขึ้นเนินบนทะเลทรายไม่ใช่เรื่องเล่นๆ



ผมโอดครวญอยู่ในใจว่ากลับไปผมควรออกกำลังกายมากกว่านี้ แต่หางตากลับเจอคุณป้าหิ้วสไลเดอร์มาให้นักท่องเที่ยวเช่า วิ่งขึ้นเนินทะเลทรายอย่างไว แล้วขายของต่อได้แบบไม่มีอาการหอบสักนิด...ป้ามีพลังงานเหลือเฟือจริงๆ ครับ ผมไม่รอช้าอยากลองเช่ามาเล่นดู บริการหลังการเช่าของป้าก็เจ๋งไม่หยอกนะครับ เล่นไม่เป็น ท่าไม่เป๊ะ ป้าแกสอนได้ สอนไปขำไปแบบคนพลังงานเหลือเยอะ อารมณ์ดีสุดๆ

ทะเลทรายแดงขนาดไม่กว้างมาก เนินทรายมีสูงต่ำสลับกัน แต่ส่วนที่สูงก็ไม่ได้สูงมาก ที่นี่เลยไม่มีรถจี๊ปหรือ ATV เลย แน่นอนว่าถูกใจเพื่อนผมอีกแล้ว ส่วนผมก็ทำหน้าที่ตากล้องจำเป็น จุดนี้ถ่ายเยอะเอาชนะดอกไฮเดรนเยียไปเลยครับ

มาเมืองติดทะเลถ้าไม่ได้ทานอาหารทะเลเลยก็คงแปลกไปสักนิด อาหารทะเลแบบ Local แนะนำให้ไปทานกันที่ Fisherman’s Village สิครับ ที่ชายหาดในยามเย็นมีอาหารทะเลให้เลือกทานหลายร้าน ทุกร้านยกเอาทะเลมาวางบนบกกันเลย ทั้งล็อบสเตอร์ ปลาหมึก ปู กุ้ง หอยนานาชนิด อาหารสดทุกอย่าง เพราะเขาใส่กะละมังมาให้เลือกกันแบบสดๆ ที่สำคัญราคารับได้ด้วยครับ

เราอยากทานอะไรจิ้มเอาได้เลยครับ ทุกอย่างขายแบบชั่งน้ำหนัก 1 กิโลกรัม หรือ 2 กิโลกรัมก็เลือกได้เลย เลือกได้แล้วเขาก็นำไปทำกับข้าวให้ สดอร่อยทุกอย่าง


หากเราอยากเห็นกะละมังเรียงรายกันอยู่เต็มทะเล ก็ต้อง Fisherman’s Village นี่แหละครับ เรือบ้านเราเป็นทรงยาวรี แต่ที่เวียดนามมีเรือทรงกลมๆ ผมแอบเปรียบเทียบในใจว่ามันเหมือนเขาใช้กะละมังมาทำเรือกัน แต่จริงๆ มันไม่ใช่นะครับ ขนาดมันใหญ่กว่าเยอะ


ที่นี่เป็นอีกหนึ่งจุดที่นักท่องเที่ยวมาแวะ มีเรือกะละมังจอดอยู่เรียงรายเต็มไปหมด แอบงงว่าเขาพายกันยังไง แล้วเรือแบบนี้เขาไว้ใช้ทำอะไรได้บ้าง หาปลาได้ไหม ถ้ามันโดนคลื่นแล้วจะคว่ำหรือเปล่า แต่สุดท้ายแล้วมันเป็นสิ่งที่สะท้อนวิถีชีวิต มันบ่งบอกว่าบนโลกใบนี้ มีภูมิปัญญา มีการคิดที่ไม่เหมือนกันอีกเยอะแยะไปหมด แล้วทุกอย่างมันมีคำตอบของมันทั้งนั้น รอแค่ให้เราไปตั้งคำถามและหาคำตอบด้วยตัวเอง

ผมคิดเสมอว่าการท่องเที่ยวคือการเรียนรู้ที่ไม่จบสิ้น เมื่อผมไปเมืองไหน ประเทศไหน ผมก็ได้เรียนรู้วัฒนธรรม ภาษา อาหารการกิน กระเป๋าเก็บประสบการณ์ที่ไม่มีวันสิ้นสุดของผมกำลังโตขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีทริปไหนที่ผมออกเดินทางแล้วขาดทุนหรอก ครั้งนี้ผมได้กำไรมาเป็นประสบการณ์ที่สามารถเล่าสู่กันฟังกับเพื่อนๆ ต่อได้อีก ไม่ว่าจะที่ไหน เมื่อไหร่ เมื่อมีโอกาสเดินทาง ผมพร้อมเสมอครับ

ลงทะเบียนรับจดหมายข่าว

ติดตามทุกข่าวคราวความเคลื่อนไหวของเราง่ายๆ แค่กรอกชื่อและอีเมล์

การคลิก "ลงทะเบียน" แสดงว่าคุณยินยอมตามข้อกำหนดของเราและได้อ่านนโยบายข้อมูลของเราแล้ว

FWD MAX

FWD MAX