โลดโผนสุดขีดกับชีวิตที่เลือกได้ของ เจ มณฑล จิรา

หากคุณเป็นคนที่เกิดในยุค 90 ไม่มีทางเลยที่ไม่รู้จักหนุ่มหน้าฝรั่งสุดแนวคนนี้ “เจ” มณฑล จิรา ที่เป็นทั้งนักดนตรีเจ้าของเพลงฮิตในสมัยนั้นอย่าง “ไม่เกี่ยวกับฟ้า” และบทบาทนักแสดงนำในเรื่อง “ถนนนี้หัวใจข้าจอง” เมื่อ 20 ปีก่อน แม้ว่าหลังจากนั้นเราอาจจะไม่ได้เห็นเขาในวงการบันเทิงสักเท่าไหร่ แต่ในช่วงที่เขาหายไป มันเกิดสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นเยอะมาก 

“เวลานั้นวงการบันเทิงก็ไม่ได้มีอะไรที่น่าสนใจสักเท่าไหร่ คนรู้จักเราในเวลานั้นเค้าก็จินตนาการไปเองว่าหน้าตาหวาน ต้องมีนิสัยนิ่มหวานน่ารัก ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้รู้จักนิสัยของเราเลย”

หลายๆ คนคงแทบจะลืมไปแล้วว่าผลงานล่าสุดของ “เจ” มณฑล นั้นคืออะไร แต่ในความเป็นจริงเขาเองก็ยังมีผลงานอยู่ในวงการบันเทิง โดยเฉพาะงานด้านดนตรี แต่การผันตัวไปอยู่เบื้องหลัง อาจจะทำให้เราไม่ค่อยได้เห็นหน้าคร่าตาเขาสักเท่าไหร่

“ส่วนมากผมจะทำงานอยู่ในห้องอัด ไม่ว่าจะเป็นมิวสิคไดเรคเตอร์ของวงต่างๆ  เล่นกับฮิวโก้ (จุลจักร จักรพงษ์) น่าจะสองชุดได้แล้ว ทำในส่วนของโปรดิวเซอร์ ทำโปรเจคท์ “Zero Hero”  นอกจากนั้นก็จะมีสตูดิโอ Samutprakarn Sound มีศิลปินที่ชื่อ Wicked Lights เขาเป็นคนไทยนี่แหละ แต่ว่าโตเมืองนอก เลยทำเพลงสากล แล้วก็มีวงผมเอง Montonn & Hanna ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ ประกอบโฆษณา มีหลายๆ โปรเจคท์ที่เกี่ยวกับดนตรี ถ้าออกมาจากฝั่งดนตรีก็จะมีสตาร์ทอัพสองบริษัท อย่าง บริษัท สแครทช์ เฟิร์สท์ ที่เป็นผู้จัดเทศกาลดนตรี Wonderfruit เราได้สร้างเทศกาลนี้ขึ้นมา และพยายามจะพัฒนามันต่อไปเรื่อยๆ อีกอันก็คือ Asiola เป็นแพลทฟอร์มระดมทุน ที่สามารถเข้าไปหาทุนได้ เอาไอเดีย เอาผลงานมาโชว์ แล้วก็จะมีคนลงทุนเพื่อแลกกับผลตอบแทนกลับไปในรูปแบบต่างๆ อันนี้เรารันมาได้ประมาณปีครึ่ง ก็ทำหลายอย่างครับ”

คนไทยเกินครึ่งประเทศที่จำภาพลักษณ์ของ “เจ” มณฑล ได้ มักจะจำภาพของพระเอกหน้าใสในอดีตที่ฮอตมากๆ แต่ช่วงเวลานั้นเขากลับเลือกที่จะหันหลังให้กับวงการบันเทิง  ทั้งๆ ที่มีงานมากมายรออยู่ การตัดสินใจเช่นนี้ไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะเส้นทางใหม่ที่เขาเลือกนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องไปฝ่าฟันอะไรบ้าง 
“ตอนนั้นก็ไม่เชิงว่าหันหลังให้วงการบันเทิงไทยนะ แต่มันก็อยู่ในขั้นตอนที่เราได้เลือกว่าเราจะไปเรียนต่อ แทนที่จะแสดงหนังแสดงละคร แต่เวลานั้นวงการบันเทิงก็ไม่ได้มีอะไรที่น่าสนใจสักเท่าไหร่ คนรู้จักเราในเวลานั้นเค้าก็จินตนาการไปเองว่าหน้าตาหวาน ต้องมีนิสัยนิ่มหวานน่ารัก ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้รู้จักนิสัยของเราเลย เราก็รู้สึกว่าไม่เป็นตัวเอง การไปเรียนต่อมันทำให้เราสามารถเป็นตัวเองได้ มัน เปิดโลกมาก ไม่มีความเสียใจ ไม่มีความเสียดายเลย เราไม่รู้หรอกว่ามันถูกหรือไม่ถูก แต่เรารู้สึกว่าต้องไป มันจำเป็น และถ้าเราจะไปตอนไหนที่เหมาะที่สุด ก็ตอนนี้ไงล่ะ ตอนที่เราไปได้ อายุยังน้อย ก็เลยไป”

แน่นอนว่าการตัดสินใจมันไม่ง่ายเลย แต่บางครั้งมันก็นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ จากหนุ่มหน้าหวานในวงการบันเทิง เหินฟ้าสู่อเมริกาเพื่อเรียนต่อ แต่กลับได้ประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ในการทำงานกับค่ายภาพยนตร์ระดับโลกมากมาย ที่เราอาจจะเคยเห็นโลโก้ในโรงภาพยนตร์มาตั้งแต่เด็ก ถ้าจะให้พูดตามตรง บริษัทส่วนใหญ่ที่ “เจ” มณฑล ได้ร่วมงานในเวลานั้นล้วนแล้วแต่เป็นระดับตำนานของโลก

“ตอนที่ผมเรียนมหาวิทยาลัยก็มีเพื่อนร่วมชมรมคนหนึ่งที่พ่อของเค้าทำงานเป็น Sound Supervisor ในช่วงปิดเทอมหน้าหนาว ถ้าผมไม่กลับมาเมืองไทยผมก็จะไปอยู่กับเขา ก็ได้คุยเรื่องงาน เขาก็เลยชวนว่าถ้าสนใจมาลองเป็นผู้ช่วยไหม ทำหลายๆ อย่างมากจริงๆ พ่อเพื่อนคนนี้เค้าเป็นฟรีแลนซ์ ในช่วงสองปีนั้นผมก็เลยติดตามเค้า มีโอกาสได้ทำงานทั้งใน Paramount ที่ SONY Columbia ที่ Walt Disney ที่ FOX ด้วย”

 “ผมว่า Paramount มันคือสตูดิโอที่เก่าแก่ที่สุดในโลกมันเลยมีความขลัง สถานที่สวยงาม ตัวผลงานตอนนั้นที่ทำกับ Paramount คือ The Hunted เราเป็นคนทำเสียงรถทุกคันในหนังเรื่องนี้ ก็คือดูหนังทั้งเรื่อง แล้วโน้ตว่าฉากไหนมีรถรุ่นอะไร ปีอะไร แบบไหนบ้าง หลังจากนั้นผมกับเจ้านายก็ไปหาเช่ารถทุกคันในลิสท์มา แล้วก็ไปปิดสนามบิน เพื่ออัดเสียงรถทุกคันที่อยู่ในหนังเรื่องนี้”

“มันเป็นสนามบินขนาดเล็ก ไพรเวทหน่อย เราขับรถเข้ามาอัดเสียง ความเร็วยี่สิบไมล์เสียงเป็นยังไง เร็วห้าสิบไมล์เสียงเป็นยังไง เสียงเบรก เสียงเปิดปิดประตู เสียงสตาร์ทเครื่อง อัดเสียงทั้งวัน การเก็บรายละเอียดเสียง ก็สนุกดี แต่ปัญหาคือจริงๆ แล้วมันมี Library ที่สร้างมาเพื่อเก็บเสียงพวกนี้ไว้ใช้ในงาน แต่ว่าผู้กำกับ William Friedkin ซึงเขาทำหนังดังๆ มาเยอะอย่าง The Exorcist และแฟนเขาก็เป็นหัวหน้าของ Paramount เค้าเลยอยากสร้างตัวเลือก เขาบอกว่าเราจะไม่ใช้ Library ทุกอย่างต้องอัดใหม่หมด มีทุน (หัวเราะ) เราก็โอเค อัดใหม่ก็อัดใหม่ ต่อมาย้ายไปที่ Walt Disney ก็ทำพวก Animation ตอนนั้นเราทำ The Jungle Book 2 มีทั้งโปรเจคท์เล็ก โปรเจคท์ใหญ่ แล้วก็ย้ายไปที่ FOX ที่ Columbia  ผมทำงานพวกนี้ประมาณ 2 ปี”

มีคนบอกว่าประสบการณ์จะเสริมสร้างให้คนกลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะถ้าคนๆ นั้นได้เจอกับสิ่งที่เขาชอบมันมากๆ ซึ่งคงจะคล้ายกับ “เจ” มณฑล เอามากๆ ชีวิตของเขาโลดโผนเจอกับประสบการณ์มากมาย และแปรผันมันออกมาเป็นเทศกาลดนตรี Wonderfruit ซึ่งได้รับความสนใจเอามากๆ และดูเหมือนว่าดนตรีนี่แหละคือ Passion ที่เขายึดมั่นและใช้นำทางสู่ความฝัน

“ผมเป็นผู้ก่อตั้งเทศกาลดนตรี Wonderfruit คนหนึ่ง จริงๆ แล้วมันเริ่มมาจากผมกับคุณพีท (ประณิธาน พรประภา) คุณพีทเขามีธุรกิจครอบครัวก็คือสยามกลการ คุณพ่อของพีทเคยสร้างโครงการ Think Earth ขึ้นมาก่อน มันก็คือ CSR ของสยามกลการ ทำความสะอาดแม่น้ำ สอนเด็ก ทำหลายๆ อย่าง พ่อของพีทเขาก็ยกโครงการนี้ให้พีทดูแล พีทเองเค้าก็อยากจะปรับปรุงรีแบรนด์มันขึ้นใหม่ แล้วเขาก็เลยชวนผมเข้ามา เพราะเค้าเห็นว่าผมใช้ชีวิตแบบนี้ จริงๆ แล้วเราเรียนด้วยกันมาตั้งแต่ป.4 ก็เลยเข้ามาร่วมกัน แต่พอผมเข้ามาแล้วก็รู้สึกว่า Think Earth นี้มันแข็งแรงอยู่แล้ว อย่าไปรีแบรนด์มันเลย แต่เปิดมันขึ้นใหม่แทน แล้วก็อยากจะมีอีเวนท์เล็กๆ เพื่อนำเสนอโครงการนี้ แต่ทำไปทำมาก็ไปเจอกลุ่มเพื่อนที่เคยทำเทศกาลดนตรีที่ชื่อว่า Secret Garden ที่อังกฤษ ก็เลยชวนมาทำด้วยกัน เขาตอบตกลง มันก็เลยกลายเป็น Wonderfruit ขึ้นมา 
“เราเพิ่งมารู้ว่าจริงๆ แล้วเราชอบที่จะหาช่วงเวลาที่เรียกว่า “Forsake” (การละทิ้ง) มันคือช่วงเวลาที่เราลืมทุกสิ่งเมื่ออยู่กับที่ตรงนี้ กับสิ่งๆ นี้ แล้วในชีวิตนี้เราปฏิเสธกับทุกสิ่งที่มันไม่มี “Forsake” ดนตรีเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ผมมีช่วงเวลาแบบนั้น เราสามารถทำมันคนเดียวได้ และมันมีความหลากหลายจนไม่มีวันหมด แล้วเราต้องมาเรียนรู้เครื่องดนตรีแต่ละชิ้น ทำดนตรีแต่ละแนว มันมีความตื่นเต้นที่เหมือนกับการเล่นกีฬา เวลาเราขึ้นเวที ได้สื่อสารกับคน ”

ลงทะเบียนรับจดหมายข่าว

ติดตามทุกข่าวคราวความเคลื่อนไหวของเราง่ายๆ แค่กรอกชื่อและอีเมล์

การคลิก "ลงทะเบียน" แสดงว่าคุณยินยอมตามข้อกำหนดของเราและได้อ่านนโยบายข้อมูลของเราแล้ว

FWD MAX

FWD MAX