With passion, I’m fearless ลาวใต้...อย่าปล่อยให้ความกลัวมาขวางทางคุณ

มีคนบอกผมว่า “คนกล้า” ไม่ใช่คนที่ไม่กลัวอะไรเลย แต่คนกล้าคือคนที่สามารถทำสิ่งที่ตัวเองกลัวได้ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่มีความกลัวอยู่ในใจ นั่นคือ “กลัวความสูง” และอยากลองท้าทายตัวเอง เอาชนะความกลัวนี้ดูสักครั้ง เหมือนเพื่อนจะรู้ใจผม เอาทริปลาวใต้มานำเสนอ มีกิจกรรมหลากหลายทั้งโรยตัวจากน้ำตก โหนสลิง ..แน่นอนครับ ผมตอบตกลงทันที!

และทุกครั้งที่ผมออกเดินทาง ผมมักจะเตือนตัวเองว่ามีสิ่งที่เราไม่คาดคิดอยู่ในการเดินทางเสมอ ผมจึงไม่ลืมสิ่งสำคัญอย่าง “การทำประกัน” ไม่ว่าจะขึ้นเขาลงห้วย ปีนผา โรยตัว ก็สบายใจหายห่วง ผมเลือกทำประกันอุบัติเหตุคนกล้าเอ็กซ์ตร้า ของเอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต http://bit.ly/2TCiJp4 เพราะว่าสบายใจเรื่องเคลมที่ไม่ยุ่งยาก จะทำกิจกรรมผาดโผนขนาดไหน ก็คุ้มครองครบ แค่ไม่ใช่กรณีทะเลาะวิวาทเท่านั้น นี่แหละครับเคล็ดลับการท่องเที่ยวอย่างสบายใจไร้ขีดจำกัดของผม

สะบายดี “ลาวใต้”

ผมเดินทางด้วยเครื่องบินไปลงที่จังหวัดอุบลราชธานี แล้วนั่งรถต่อไปยังด่านช่องเม็ก ปั้มพาสปอร์ต จ่ายค่าธรรมเนียมเข้าประเทศลาวคนละ 100 บาท แล้วไปพบกับชายคนหนึ่งที่เรานัดไว้

“อ้ายบุน ทาร์ซานแห่งลาวใต้” ไกด์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกิจกรรมผาดโผน ไม่ว่าจะปีนผา ไต่น้ำตก ล่องแก่ง กิจกรรมมันส์ๆ ไว้ใจอ้ายได้เลย

ระหว่างนั่งรถจากด่านไปยังที่พักคืนแรก อ้ายบุนเล่าให้ฟังว่าลาวใต้ยังมีผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ เป็นดินแดนที่มีน้ำตกน้อยใหญ่มากมาย เป็นแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญของประเทศลาว และยังเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกิจกรรมแบบแอดเวนเจอร์ เช่นโรยตัวลงหน้าผาสูง 80 เมตรที่ตาดสักการะ โหนสลิงข้ามเหวน้ำตกที่สูงกว่า 220 เมตรที่ตาดฟาน ได้ยินอ้ายบุนบอกแบบนี้ ก็เสียวไส้แล้วครับ

น้ำตกแซปองไล

เช้าวันที่สองในลาวใต้ วันนี้เรายังไม่ได้ทำกิจกรรมหวาดเสียวอะไร เราจะไปเที่ยวน้ำตกแซปองไลกันก่อน แซปองไลเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในแขวงอัตตะปือ จำข่าวเขื่อนอัตตะปือแตกเมื่อกลางปีได้มั้ยครับ กระแสน้ำไหลทะลักเข้ามาทำให้ป่าแถบนี้จนได้รับความเสียหายอย่างหนัก อ้ายบุนบอกว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มที่สองที่จะเข้าไปแซปองไลหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้น แม้แต่เค้าเองก็เพิ่งจะกลับเข้าไปพร้อมกับเรา
สภาพถนนบอกเลยว่าหมดเวลานั่งสบาย ขนาดใช้รถแบบ 4WD ก็ยังไม่รอด...เราติดหล่มอยู่กลางถนน ล้อรถจมลงไปในดินเละๆ ลึกประมาณหน้าแข้ง เร่งเครื่องจนเสียงดังกระหึ่มป่าก็แล้ว ลงไปช่วยกันเข็นก็แล้ว รถแทบไม่ขยับ โชคดีที่มีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งขับรถผ่านมา เขาช่วยลากรถเราผ่านถนนเละๆ มาได้  “ของสวยๆ งามๆ ก็หาดูได้ยากแบบนี้แหละ” อ้ายบุนพูดประโยคนี้หลังจากพ้นออกมาจากหลุมได้ 

เราต้องจอดรถก่อนจะถึงน้ำตกเพราะถนนได้รับความเสียหาย บริเวณนั้นมีร่องรอยต้นไม้น้อยใหญ่ถูกแรงน้ำจากเขื่อนแตกถอนหายไปเป็นแถบ อ้ายบุญบอกว่าเมื่อก่อนมีน้ำตกอีกแห่งอยู่ใกล้ๆ แซปองไล แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว มันพังไปเพราะกระแสน้ำ ชวนให้จินตนาการถึงความรุนแรงของน้ำท่วมในครั้งนั้น

เดินจากที่จอดรถไปไม่ไกล ก็เริ่มมองเห็นละอองน้ำฟุ้งกระจาย ยิ่งเดินเข้าใกล้ เสียงน้ำตกก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ ภาพตรงหน้าผมคือน้ำตกขนาดใหญ่ยักษ์ ความกว้างประมาณ 200 เมตร พอไปยืนหน้าน้ำตกแล้วเราตัวเล็กนิดเดียว สายน้ำที่ทิ้งตัวลงมาราวกับว่าเราเล่นวิดีโอซ้ำๆ แต่ผมกลับรู้สึกอยากยืนมองมันนานๆ ปล่อยใจให้ธรรมชาติบำบัด ชื่นชมธรรมชาติจนหนำใจ เผลอแป๊บเดียว จู่ๆ ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มฝนทำท่าจะตก อ้ายบุญบอกให้เรารีบกลับ เพราะถ้าฝนตก ถนนจะเละเทะกว่าเดิม... อาจจะกลับออกไปไม่ได้ และคงต้องนอนกันที่น้ำตก

ขับรถออกมาจากน้ำตกได้ไม่ไกล เราก็เจอปัญหาอีกแล้ว รถไม่สามารถขับขึ้นเนินลื่นๆ ได้ พยายามกันอยู่นานเลยครับ...สุดท้ายก็ถอดใจ อ้ายบุนต้องเดินเท้าออกไป 3 กิโลเมตรเพื่อตามคนมาช่วย นี่ขนาดวันแรกป่าลาวใต้ยังต้อนรับขนาดนี้ วันอื่นๆ จะขนาดไหน

จากน้ำตกแซปองไล อ้ายบุนพาเรามา “หมู่บ้านหนองหลวง” หมู่บ้านเล็กๆ ที่เป็นจุดพักแรมของนักท่องเที่ยวสายแอดเวนเจอร์ เพราะอยู่ใกล้น้ำตกหลายแห่ง รวมถึงตาดสักการะที่เราจะไปโรยตัวกันด้วย ที่นี่ผมได้สัมผัสกับการกินอยู่ที่เรียบง่าย พอค่ำลงอากาศเริ่มหนาว ได้กินแกงร้อนๆ ฝีมือแม่เฒ่า แค่นี้ก็มีความสุข อิ่มแล้วรีบนอนเอาแรงให้พร้อมสำหรับการเดินทางเข้าป่าในวันรุ่งขึ้น

โรยตัวที่ตาดสักการะ

เราต้องเข้าไปนอนกลางป่าหนึ่งคืน รุ่งขึ้นถึงจะไปโรยตัวที่น้ำตก เช้าวันนี้เราจึงจัดของใส่กระเป๋าไปให้พร้อม และเตรียมอุปกรณ์โรยตัวใส่รถอีแต๊ก เรานั่งรถอีแต๊กออกจากหมู่บ้านไปประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็ถึงจุดที่ต้องจอดรถแล้วเดินเท้ากันต่อครับ

ทางไปแคมป์เป็นสวนกาแฟที่เดินไม่ลำบากมากนัก  มีแค่บางจุดที่ขึ้นลงเนินและลื่นบ้าง แต่ที่พีคคือมีทากเยอะมาก แต่ละตัวพร้อมจะดูดเลือด แนะนำว่าให้ใส่ถุงเท้ากันทากหรือพกยากันยุงไปด้วยดีกว่าครับ 

ไม่นานก็มาถึงจุดตั้งแคมป์ อ้ายผู้ช่วยจัดการก่อไฟ กางเต็นท์ เตรียมที่นอน 

ส่วนอ้ายบุนก็เรียกพวกเรามาฝึกซ้อมวิธีการใช้อุปกรณ์โรยตัว ตั้งแต่รู้จักกับอ้ายบุนมาสองวัน วันนี้อ้ายดูจริงจังเป็นพิเศษ ตั้งใจสอน ทวนวิธีการใช้งาน และตรวจสอบความปลอดภัยของอุปกรณ์อย่างละเอียด อ้ายบุนบอกว่าการโรยตัวค่อนข้างอันตราย เราต้องทำความเข้าใจ และเรียนรู้การใช้อุปกรณ์ให้ดี เพราะความปลอดภัยอยู่ที่สองมือเราเอง...บอกเลยว่าแค่ซ้อมยังตื่นเต้นจนใจเต้นรัวเลยครับ

ถึงเวลาอาหารเย็น เอื้อยคนสวยทำกับข้าวอย่าง ไข่เจียว ผัดผัก หมูยอ ถึงแม้ว่าจะเมนูง่ายๆ แบบนี้ แต่พอได้ไปกินในป่าก็อร่อยหมดทุกอย่างจริงๆ ครับ

ยามเช้าแสงสว่างมาเยือนหน้าประตูเต็นท์ เราตื่นโดยไม่ต้องมีใครปลุก ล้างหน้าแปรงฟันเรียบร้อยแล้วจัดแจงแต่งตัวให้ทะมัดทะแมงเหมาะสำหรับการโรยตัว กินมื้อเช้าตุนพลังงานเสร็จแล้ว อ้ายบุญจัดการเอาอุปกรณ์ใส่ให้เราตั้งแต่ก่อนออกเริ่มเดินเลยครับ

เราเดินเข้าป่าลึกไปเรื่อยๆ ทางเดินเป็นป่าไผ่สูงชันและลื่นมาก จนทีมงานของอ้ายบุนต้องเอาเชือกมาขึงให้เราไต่ลง ทั้งสนุกทั้งเหนื่อย ลืมเรื่องทากที่จ้องจะดูดเลือดไปเลยครับ

มาถึงน้ำตกที่เราต้องโรยตัวชั้นแรกแล้วครับ อ้ายบุนและทีมกำลังช่วยกันเซ็ทอุปกรณ์และเช็คความพร้อม ส่วนผมยืนใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ มองลงไปถึงข้างล่างแล้วขาสั่น ลักษณะของน้ำตกเป็นหน้าผาตัดลึกลงไป 30 เมตร  รอบๆ ด้านเต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิด มองไปทางไหนก็เจอแต่ป่า ! นี่ถอนตัวไม่ทันแล้วใช่ไหม? ยังไงก็ต้องโรยตัวลงไปเท่านั้น... 

หลังจากเซ็ทอุปกรณ์กันเรียบร้อยแล้ว อ้าย 2 คนลงไปก่อนเพื่อไปรอรับอยู่ด้านล่าง ส่วนอ้ายบุญอยู่ด้านบนคอยส่งพวกเรา พอถึงคิวผมไปยืนรออ้ายบุญให้สัญญาณอยู่ริมหน้าผา นาทีนั้นเสียงหัวใจตัวเองดังสุดๆ ครับ มันเต้นรัวเหมือนกับยิงปืนกล อะไรที่เคยเรียนมาเมื่อวาน ลืมหมด! จุดเริ่มปล่อยตัวเป็นช่วงที่ตื่นเต้นที่สุด คนกลัวความสูงอย่างผม ต้องใช้พลังใจสุดๆ มือกำเชือกแน่น พยายามก้าวขาไต่ลงผา ในหัวท่องแต่คำว่า ‘ต้องทำให้ได้’

สุดท้ายพอเท้าแตะพื้น มันเกิดขึ้นหลายความรู้สึกพร้อมๆ กัน ทั้งโล่งใจ ดีใจและภูมิใจเลยครับ อ้ายบุญบอกว่า 30 เมตรที่ผ่านมาแค่ซ้อมครับ… #น้ำตาจะไหล ของจริงที่เราต้องเผชิญคือ 80 เมตร
เราเดินป่าต่อมาอีกไม่ไกล ก็ถึงจุดโรยตัวจุดที่ 2 ระหว่างรออ้ายเซ็ทอุปกรณ์ เราก็ลองเช็คความสูงดู ...อย่าว่าแต่โรยตัวลงไปเลยครับ แค่ยืนใกล้หน้าผาก็สั่นแล้ว จุดนี้สูงมาก! แทบมองไม่เห็นด้านล่างเลยทีเดียว

พอถึงเวลาลง อ้าย 2 คนลงไปรอรับก่อน ส่วนอ้ายบุญรอส่งเหมือนจุดแรก ความกลัวของผมก็ยังไม่เปลี่ยนเช่นกัน หัวใจเต้นโครมคราม เหมือนจะหลุดออกมาเต้นข้างนอก! ทำใจดีสู้เสือ จับเชือกให้มั่นแล้วเอนตัวลงจากหน้าผา วินาทีที่จับเชือกตัวลอยอยู่กลางอากาศ สมองโล่งคิดอะไรไม่ออก อยากลงไปยืนบนพื้นให้มั่นคงเร็วๆ ขนาดเสียงน้ำตกใกล้ๆ ผมยังได้ยินมันเบากว่าเสียงหัวใจผมอีกครับ หลังจากที่ลงมายืนถึงพื้นได้สำเร็จ ผมยิ้มกว้างสุดๆ ภูมิใจมากที่ผมวิ่งเข้าใส่ความกลัวแล้วผ่านมันมาได้ การได้ลองเอาชนะตัวเองครั้งนี้คุ้มค่าจริงๆ ครับ มันทำให้ผมได้มองเห็นคุณค่าที่มีอยู่ในตัวเอง 

นั่งรถจี๊ปตะลุยที่ราบสูงโบโลเวน
หลังจากพักผ่อนกันที่หมู่บ้านหนองหลวงหนึ่งคืน ได้เวลาโบกมือลาแล้ว...ซึ่งเช้าวันนี้อ้ายบุนจะพาเราไปนั่งรถจิ๊ปเที่ยวไร่กาแฟกันครับ อ้ายบุนพาเรามาทำความรู้กับ ‘อ้ายสอน’ ผู้บุกเบิกทัวร์รถจี๊ป โดยอ้ายสอนแนะนำโปรแกรมคราวๆ ว่าเราจะนั่งรถจี๊ปสมัยสงครามเวียดนามตะลอนเที่ยวดูหมู่บ้าน ทุ่งหญ้า น้ำตก และนอนในไร่กาแฟของเขา ซึ่งเปิดเป็นโฮมสเตย์ชื่อว่า Mystic Mountain Coffee เรียกได้ว่าเราเป็นคนไทยกลุ่มแรกที่ได้มาท่องเที่ยวเส้นทางรถจี๊ปครับ เพราะส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวของที่นี่จะเป็นชาวยุโรปทั้งนั้น
โฮมสเตย์ของอ้ายสอนอยู่ห่างจากจุดนัดพบประมาณ 13 กิโลเมตร หากเป็นถนนธรรมดานับว่าไม่ไกลมากนัก  ใช้เวลาไม่นานก็ถึง แต่ถนนเข้าหมู่บ้านของที่นี่...แทบไม่เป็นถนน เต็มไปด้วยหลุมบ่อ คนขับต้องชำนาญในการหลบหลุมสุดๆ เวลาในการเดินทางเลยนานกว่าปกติ

กว่าจะถึงที่พัก จัดการตัวเองเอาของเก็บเข้าห้อง ก็ปาไปเกือบเที่ยง เราเลยกินมื้อเที่ยงกันก่อน แล้วค่อยออกไปเที่ยวน้ำตกกันครับ

อิ่มแล้วได้เวลาไปนั่งรถจี๊ปกัน ได้นั่งจี๊ปเปิดหลังคาโล่ง ขับไปเรื่อยๆ ผ่านหมู่บ้าน เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน ผ่านไร่กาแฟและไร่กระหล่ำ ท่ามกลางอากาศเย็นสบายก็ชิลดีครับ แต่เราไม่ได้นั่งชิลๆ ชมบ้านชมไร่เท่านั้น การนั่งรถจี๊ปของที่นี่สนุกตรงที่เราจะขับไปตรงไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นถนนเละๆ ลุยลำธาร หรืออยากสร้างทางใหม่ก็ได้ ซึ่ง “อ้ายติ่ง” คนขับของเราเป็นคนที่ชำนาญพื้นที่อยู่แล้ว อ้ายแกพาผมออกจากถนนเส้นเดิม ลุยทุ่งหญ้าที่สูงท่วมหัว สร้างรอยล้อใหม่ๆ เรียกเสียงหัวเราะ เสียงเฮจากทุกคนในรถได้ดีเลยครับ

มาถึงไฮไลท์ของการนั่งรถจี๊ป นั่นคือการไปชม ‘น้ำตกตาดมวน’ น้ำตกขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่มาก ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่าเงียบสงบ อ้ายติ่งบอกว่าส่วนใหญ่ลูกทัวร์รถจี๊ปจะมาปิกนิคและเล่นน้ำตกกันที่นี่

กลับจากนั่งรถจี๊ปกันแล้ว เรากลับมายังโฮมสเตย์ของอ้ายสอน ก่อนมื้อเย็นอ้ายพาเราไปเก็บเมล็ดกาแฟ ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ในที่ราบสูงโบโลเวนทำอาชีพปลูกกาแฟเป็นหลัก กาแฟของที่นี่เป็นกาแฟดีที่สุดในประเทศลาว ส่งออกไปขายทั่วโลก เพราะที่นี่มีอากาศเหมาะสมสำหรับการปลูกกาแฟ ช่วงที่ผมไปเป็นช่วงที่อากาศกำลังดี อุณหภูมิประมาณ 18 องศา
หลังจากเก็บเมล็ดกาแฟกันแล้ว อ้ายสอนลองมาคั่วกาแฟให้พวกเราดูกัน อ้ายบอกตั้งแต่วิธีการดูกาแฟรูปแบบต่างๆ สอนวิธีการตรวจสอบความชื้น และการดมกลิ่นกาแฟขณะที่คั่ว ...มันไม่ใช่แค่ปลูกและขายออกไปเท่านั้น ขอบอกเลยว่าจากต้นจนกว่าจะไปถึงจอกมันมีขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนเยอะมาก
ใครชื่นชอบในเรื่องการปลูกกาแฟและอยากมานอนพักท่ามกลางบรรยากาศดีๆ ผมแนะนำเลยครับ ที่นี่อากาศดีมาก อ้ายบอกว่าหน้าหนาวมีบางวันที่อากาศหนาวติดลบ หน้าร้อนของที่นี่ก็ประมาณ 25 องศาเท่านั้น มาพักที่นี่แล้วนึกอยากมีบ้านอากาศดีๆ แบบนี้บ้างเลยครับ

โหนสลิงตาดฟาน

พักสบายๆ ท่ามกลางไร่กาแฟแล้ว กิจกรรมของเราในเมืองลาวใต้ไม่ได้หมดเพียงแค่นี้ ...ใครมาที่นี่ต้องไม่พลาดทีเด็ดอย่าง “น้ำตกตาดฟาน Tad Fane” ขึ้นชื่อว่าเป็นทีเด็ดย่อมไม่ใช่น้ำตกธรรมดาแน่นอนครับ ที่นี่มีซิปไลน์ ให้นักท่องเที่ยวได้วัดใจกันด้วย

อาการกลัวความสูงของผม ต่อให้ผ่านกิจกรรมที่สูงๆ มาเยอะแค่ไหนก็ยังกลัวอยู่ดีครับ ...เหมือนคนที่กลัวแมลงสาบ เจอกี่สิบครั้งก็ยังกลัว แต่สิ่งที่มันเปลี่ยนไปคือความมั่นใจว่าเราจะผ่านมันไปได้ครับ

และถึงแม้ว่าผมจะขาสั่น เมื่อมองลงไปยังน้ำตกตาดฟาน แต่ผมก็ไม่พลาดที่จะลองเล่นซิปไลน์ดูสักครั้ง ซึ่งซิปไลน์ของที่นี่มีทั้ง 5 เส้น เส้นที่พีคที่สุดคือเส้นแรกเลย เป็นเส้นที่พาดข้ามน้ำตก สูงจากพื้น 220 เมตร ความยาวประมาณ 500 เมตร สูงและเสียว แต่คุ้มค่าครับ ตอนอยู่บนซิปไลน์เราได้เห็นวิวสวยกว่า เจ๋งกว่าแน่นอน

นอกจากโหนสลิงธรรมดาแล้ว ใครอยากลองสัมผัสประสบการณ์เร้าใจและแปลกใหม่ ต้องลองนั่งเปลกลางสลิง! ไปแกว่งขาเล่นอยู่บนความสูง 220 เมตร มองน้ำตก เหมือนกับที่เพื่อนผมลองนั่ง เธอมาเล่าให้ฟังว่า ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน ปกติแค่ซิปไลน์ผ่านไปเร็ว นี่ได้ไปนั่งแกว่งขาแบบนั้น ตื่นเต้นสุดๆ ประสบการณ์แบบนี้ต้องลองเองสักครั้งครับ
ล่องแก่งห้วยบังเลียง
หลังจากโหนสลิงเสร็จแล้ว...แรงยังเหลือและยังอยากเที่ยวลาวใต้ให้ครบรส ผมเลยไปล่องแก่ง “ห้วยบังเลียง Houay Bang Lieng” ต่อครับ ซึ่งห้วยบังเลียงที่เราจะล่องกันนั้น มีความยาวทั้งหมด 20 กิโลเมตร ใช้เวลาในการล่องประมาณ 3 ชั่วโมง
ก่อนจะไปล่องแก่งเราต้องเรียนวิธีการพายและวิธีการเอาตัวรอดหากเรือเราคว่ำ ซึ่งเรือที่เราใช้ในการล่องครั้งนี้เป็นเรือยาง นั่งได้สองคน โดยแต่ละลำมีเราและเจ้าหน้าที่ ไม่ต้องห่วงเรือพายเรือไม่เป็น อ้ายทุกคนชำนาญสุดๆ ครับ

ตลอดเส้นทางที่ล่องเรือ เราเจอกับแก่งน้อยใหญ่ตลอดเส้น นับๆ ดูแล้วเกิน 20 แก่ง แต่ละแก่งมีความยากง่ายในการพายต่างกัน พอถึงจุดที่น้ำแรงเราต้องคอยลุ้นว่าเรือจะคว่ำหรือไม่เรียกเสียงเฮ เสียงวี๊ดว๊าด ได้สนุกสุดๆ ครับ

วันสุดท้ายเที่ยวปราสาทหินวัดพู
วันสุดท้ายก่อนโบกมือลาลาวใต้ เราไปเที่ยวกันที่ปราสาทหินวัดพู ซึ่งหากใครมาเที่ยวลาวใต้แล้วไม่ได้แวะมาชมความสวยงามของมรดกโลกแห่งนี้ นับว่าคุณยังมาไม่ถึงลาวใต้ครับ 
ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาพูควาย มีค่าเข้าชม 200 บาท หลังจากที่ซื้อตั๋วแล้วจะมีรถพาเราเข้าไปยังด้านในปราสาท ตัวปราสาทของที่นี่นับว่ายังคงสมบูณร์หากเทียบกับเวลาที่ผ่านมานับพันปี จากข้อมูลบอกว่าที่นี่เก่าแก่กว่านครวัดอีกนะครับ การสร้างปราสาทใช้หินทรายและศิลาแลง สร้างขึ้นถวายพระศิวะ การเดินชมแบ่งเป็นสองช่วง คือปราสาทด้านล่างและบนเนินเขา
ด้านบนเขายังมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามทั่วทั้งเมืองปากเซ และมีวัดสำหรับทำพิธี มีโบสถ์ประดิษฐานพระพุทธรูป บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่มีศิวลึงค์และโยนี มีฐานบูชายันที่ไกด์บอกว่าในสมัยก่อนจะมีการสังเวยหญิงสาวบริสุทธิ์ด้วย
นับว่าเป็นการจบทริปลาวใต้ที่เสร็จสมบูรณ์ ได้สัมผัสครบทุกรสชาติ ไม่ว่าจะมันส์ สนุก ชิล ภูมิใจ..หรือแม้กระทั่งกลัว ทริปนี้เป็นการท้าทายตัวเองกระโจนเข้าสู่ความกลัว ตอนแรกก็คิดว่าไม่น่ารอด แต่สุดท้ายแล้วผมก็เอาชนะมันได้ ผมเชื่อว่าเพื่อนๆ เองก็คงมีความกลัวบางสิ่งบางอย่างอยู่ในใจเหมือนผม ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรลองพุ่งเข้าใส่มันดูสักครั้ง บางทีมันอาจจะไม่ได้น่ากลัวอย่างทีเราคิดก็ได้

ลงทะเบียนรับจดหมายข่าว

ติดตามทุกข่าวคราวความเคลื่อนไหวของเราง่ายๆ แค่กรอกชื่อและอีเมล์

การคลิก "ลงทะเบียน" แสดงว่าคุณยินยอมตามข้อกำหนดของเราและได้อ่านนโยบายข้อมูลของเราแล้ว

FWD MAX

FWD MAX