เสียใจไม่เสียดาย เสียสูญก็จูนได้ ท่องไว้ Who Cares!

เวลารักษาบาดแผลทุกอย่างไม่ได้ ก็จริง! แต่ความเศร้า ความทุกข์ มันก็ไม่อยู่กับเราไปตลอดชีวิตเช่นกัน คนเราเกิดมา 1 ชีวิต มันก็ต้องมีจังหวะชีวิตที่ต้องร้องไห้ เสียใจ เสียสูญกันทั้งนั้น แฟนทิ้ง หัวหน้าแย่ พ่อแม่ไม่เข้าใจ เพื่อนหักหลัง มันก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ใครๆ ก็ต้องเคยเจอ แต่สำคัญที่ว่าเราจะสามารถกลับมายืนอย่างแข็งแรงได้ไวแค่ไหน จะทำใจให้คุ้นชินกับมันได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละที่เราจะกลับมามีความสุขได้ ถ้าคุณนึกภาพไม่ออกว่าทำยังไง เรามีตัวอย่างจากชีวิตจริงมาให้ดูกัน...


จูนแล้วก็ไม่มีอะไรต้องกลัว

เรามักจะถูกกรอกหูอยู่บ่อยๆ ว่า โอกาสถ้ามาอยู่ตรงหน้าแล้วให้รีบคว้าเอาไว้ ปล่อยไปแล้วจะมาเสียดายทีหลัง เจ้าของเรื่องราวแห่งการจูนชีวิตเรื่องแรกอย่าง ตั้ม หนุ่มออฟฟิสไฟแรงคนนี้ เขาได้รับโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตกับการมอบหมายให้ไปทำงานในต่างประเทศ โอกาสแห่งหน้าที่การงานที่สามารถนำไปอัพเกรดโปรไฟล์การทำงานได้อย่างสวยหรู แต่……..ใครจะรู้ว่าภายใต้การหยิบยื่นโอกาสครั้งสำคัญนี้ เขากลับเกิดความรู้สึก “กลัว” จนช่วงชีวิตก่อนการบินเดี่ยว ไปต่างประเทศเพื่อทำงานคนเดียวนั้นเสียสูญ เกือบพัง ไม่เป็นท่า

“ทางบริษัทแจ้งเรามาว่า มีงานที่ให้เราต้องไปดูแลลูกค้าที่ต่างประเทศนะ ไปคนเดียว ทำงานคนเดียวที่นั้น ตอนได้ยินก็แบบเครียดเลย ที่มันเครียดเพราะเราไม่เก่งภาษาอังกฤษ นี่เป็นประเด็นสำคัญเลยที่ทำให้ตอนนั้นก็คือแบบเครียด ความกลัวต่างๆ มันเข้ามาเต็มไปหมด ไหนก็ยังต้องไปคนเดียวอีก เราจะสื่อสารได้ไหม ทำงานได้ไหม ทำงานพังหรือเปล่า ทุกอย่างคือดูมืดแปดด้านไปหมด กดดันตัวเองจนร้องไห้ ไปหลายครั้งอยู่เหมือนกัน หรือจะไม่ไปก็ไม่ได้อีก ก็มันคืองานของเรา”

จากคำบอกเล่าที่ระบายถึงความกดดันต่างๆ ข้างต้นนั้น เราก็ยังคงจินตนาการไม่ออกว่าท้ายที่สุดแล้วการไปเผชิญโลกที่ต่างประเทศของคนไม่เก่งภาษาคนนี้จะรอด หรือ ร่วง ได้แต่คิดและลุ้นไปพร้อมกับเขา

“ช่วงใกล้วันบิน ก็คือแบบดิ้นรนเอาทุกทาง กลัวเรื่องภาษาใช่ไหม เราก็ไปลองหัดพูด หัดฟัง พอถึงวันเดินทางจริง ได้บังเอิญเจอกับคนต่างชาติที่เขาก็ไปทำงานเดียวกับเรา ก็เลยได้ลองคุยภาษาอังกฤษกับเขาเป็นครั้งแรก เราก็ออกตัวเลยว่า พูดอังกฤษไม่เก่งนะ เขาเองก็เข้าใจและเลือกที่จะใช้ระดับภาษาที่ง่ายๆกับเรา ท้ายที่สุดตลอดระยะเวลาการทำงาน เราก็เอาตัวรอดมาได้ ด้วยภาษาอังกฤษงูๆปลาๆของเรา”


จูนแล้วก็ได้วันที่สดใสกลับมา

เรื่องราวที่สองนี้ เธอผู้เป็นเจ้าของเรื่องยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดการสัมภาษณ์ จนแทบไม่บอก ก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เธอผ่านมาได้นั้น มันเป็นช่วงเวลาของชีวิตของ คุณเค ที่ต้องต่อสู้กับเบื้องลึกของจิตใจอย่างมาก กับการก้าวข้ามผ่านระยะโรคซึมเศร้าของเธอ

“ตอนที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองไม่สบาย เราก็ปล่อยตัวเองไปตามความรู้สึกนึกคิด ทั้งร้องไห้แบบไม่มีสาเหตุ กรี้ดลั่นบ้านก็มี แถมยังนอนไม่หลับ กว่าจะหลับได้ก็เช้า แต่พอเช้าก็ต้องมาทำงาน พอเป็นแบบนี้ นานเข้าๆ มันก็เริ่มไม่ไหว ความรู้สึกที่แบบไม่อยากอยู่แล้วก็เข้ามาเป็นระยะๆ เราใช้ชีวิตแบบไม่นึกถึงใคร เราแค่แบบอยากหายไปจากตรงนี้”

เรื่องราวที่ได้รับการเปิดเผยกับเราในวันนี้ ในมุมคนฟังเราได้รับทราบถึงเรื่องราวชีวิตของคนๆ หนึ่งที่ผ่านการต่อสู้ สุดท้าทาย แต่ในมุมคนเล่าที่เล่าออกมา การได้แชร์อาจจะเป็นการได้ปลดล็อกความรู้สึกอึดอัดบางอย่างก็เป็นได้ จากที่เราได้เห็นๆ กันว่า การมีคนที่พร้อมรับฟัง จะเป็นการดูแลอย่างดีกับกรณีเรื่องโรคซึมเศร้า

 “เรามีเพื่อนสนิทอยู่คนหนึ่งที่ เวลาเรามีปัญหาเขาสามารถให้คำปรึกษาเราได้ และเขาก็เป็นคนบอกให้เราลองไปหาหมอดู ซึ่งตอนก่อนไปหาหมอก็หาข้อมูลเยอะอยู่ แอบกังวลอยู่ว่ามันจะดีไม่ดี แต่พอได้รับการรักษาจากหมอ ได้กินยา ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ อาการมันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จนก็ใช้ชีวิตได้แบบไม่มีปัญหาเหมือนแต่ก่อน เริ่มมีเป้าหมายในชีวิต เริ่มมองเห็นว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เรายังมีครอบครัว มีคนที่รักเราอยู่ ”


เพราะในชีวิตเราย่อมมีวันที่ไม่เป็นดั่งใจ วันที่เสียอะไรไปบางอย่าง วันที่ทำให้ชีวิตเสียสูญ แล้วพวกเรามีเทคนิควิธีจูนตัวเองให้กลับมาเหมือนเดิมได้อย่างไร สำหรับใครที่ยังเดินเซๆ ไม่มีแนวทางอยู่ นี้คือตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆของคนที่ใช้การจูนชีวิตให้กลับมาอยู่กับร่องกับรอยอีกครั้ง พวกเขาผ่านไปได้ คุณเองก็จะผ่านมันไปได้เช่นกัน



ลงทะเบียนรับจดหมายข่าว

ติดตามทุกข่าวคราวความเคลื่อนไหวของเราง่ายๆ แค่กรอกชื่อและอีเมล์

การคลิก "ลงทะเบียน" แสดงว่าคุณยินยอมตามข้อกำหนดของเราและได้อ่านนโยบายข้อมูลของเราแล้ว

FWD MAX

FWD MAX