7 โรคที่มักเข้ามาทักในหน้าฝน

หน้าร้อนผ่านไป ได้เวลาเข้าสู่ช่วงหน้าฝน ที่องศาความร้อนแรงเริ่มลดลงมา ให้เราได้พอชุ่มชื่นหัวใจขึ้นมาหน่อย ฝนตกอากาศมันก็เย็นอยู่หรอกนะ ถ้าไม่ออกไปไหนนอกบ้านก็จะได้นอนเล่นชิลๆ สบายใจ แต่นี่มันก็แค่มุมดีๆ ของการที่ฝนตกเท่านั่นเอง มันยังมีอีกมุมที่บางครั้งเราก็เผลอลืมตัวนึกคิดในสิ่งนี้ไป


อย่างในเวลาที่ฝนมาแล้ว! เราก็มักจะรีบเก็บผ้าที่ตากไว้ ปิดประตูหน้าต่างให้พร้อมก่อนฝนจะสาด ซึ่งหลายครั้งที่ฝนมาเราก็สนใจแต่ข้าวของเครื่องใช้  ห่วงว่าข้าวของจะพังเสียหาย กลัวว่าจะต้องเสียเงินมากมายในการซ่อมแซม จนลืมใส่ใจในสุขภาพตัวเองไปเสียนี่ และอยากให้รู้ไว้ด้วยว่าค่าซ่อมแซมสุขภาพบางทีอาจจะแพงกว่าค่าซ่อมของใช้ในบ้านเสียอีก ได้เวลาหันมาดูแลตัวเองให้ดีขึ้น ด้วยวิธีเอาตัวรอดก่อนฝนจะเท ก่อนคุณจะเซไปหาหมอ กับการรู้ทัน 7 โรคที่มักต้องเจอในหน้าฝน ดังนี้


 โรคฉี่หนู

สาเหตุ: มาจากการสัมผัสดิน น้ำ อาหารที่ปนเปื้อนปัสสาวะ เลือด หรือเนื้อเยื่อของสัตว์ที่ติดเชื้อชนิดนี้ เช่น สุนัข วัว ควาย หนู สุกร ม้า สัตว์ป่า เป็นต้น

อาการ : โรคฉี่หนูส่วนมากมักไม่ทำให้เกิดอาการรุนแรง มีเพียงอาการทั่ว ๆ ไปคล้ายโรคหวัดใหญ่ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ ตาแดงหรือระคายเคืองที่ตา มีผื่นขึ้น ไม่อยากอาหาร ท้องเสีย

วิธีการดูแลตัวเอง : หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำหรือการเดินลุยในน้ำที่อาจปนเปื้อนเชื้อปัสสาวะจากสัตว์นำโรค หรือควรสวมใส่รองเท้าบู๊ตป้องกันทุกครั้งหากมีความจำเป็น

โรคตาแดง

สาเหตุ : มักเกิดจากการอักเสบหรือการระคายเคืองบริเวณเยื่อบุตา พบได้ในกรณีที่มีการขยี้ตา การสัมผัสดวงตา ฝุ่นผงเข้าตา ตาแห้ง และการบาดเจ็บบริเวณดวงตา โดยสามารถเป็นโรคตาแดงได้ในทุกเพศทุกวัย

อาการ : อาการตาแดงอาจเป็นแค่ตาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง 2 ข้างพร้อม ๆ กันก็ได้  และอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมกับอาการตาแดงได้ เช่น แสบตา น้ำตาไหล คันตา หรือคันบริเวณเปลือกตา เปลือกตาบวม มีขี้ตาเหลวหรือเป็นก้อนแข็ง มองเห็นภาพไม่ชัด ปวดศีรษะ มีไข้ และใครที่เป็นตาแดงมานานเกิน 2 วันแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม

วิธีการดูแลตัวเอง : พยายามล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำเปล่า หากมีสิ่งสกปรกเข้าตา ให้ล้างด้วยน้ำสะอาด สำหรับคุณผู้หญิงที่แต่งหน้า ควรล้างเมคอัพบริเวณดวงตาให้สะอาด รวมทั้งเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่น  ถ้าใครใส่คอนแทคเลนส์ในช่วงที่เป็นตาแดงให้หยุดการใส่เอาไว้ก่อน  

ไข้หวัดใหญ่

สาเหตุ : ไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ Influenza Virus ซึ่งมีสายพันธุ์ A, B และ C ระบาดในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูที่มีสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลัน โดยเฉพาะในฤดูฝน

อาการ : เบื้องต้นคล้ายการเป็นไข้หวัดธรรมดา มีไข้ ตัวร้อน น้ำมูกไหล ไอหรือจาม  ร่วมกับมีอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและอ่อนเพลีย แต่ไข้หวัดใหญ่จะมีความรุนแรงและมีโอกาสพัฒนาสู่ภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่าไข้หวัดธรรมดา

วิธีการดูแลตัวเอง : นอกเหนือจากการดูแลตัวเองให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงการตากฝนที่เป็นสาเหตุในการเป็นหวัด ในปัจจุบันมีวัคซีนสำหรับฉีดป้องกันไวรัสที่สามารถฉีดได้ปีละครั้ง แต่ไม่สามารถป้องกันไวรัสได้ทุกชนิด แนะนำพบแพทย์เพื่อปรึกษาข้อมูลการดูแลตัวเองเพิ่มเติมได้

ไข้เลือดออก

สาเหตุ: เกิดจากยุงลายเพศเมียที่เป็นพาหะของโรค ดูดเลือดของผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัส เมื่อยุงลายกัดคนอื่นต่อไป เชื้อไวรัสนี้ก็จะแพร่เข้าสู่ร่างกายผู้ที่ถูกกัดไปด้วย

อาการ : อาการเบื้องต้นคล้ายไข้หวัดทั่วไป แต่การป่วยของไข้เลือดออกจะมีอาการที่รุนแรงกว่า คือ มีไข้สูงมาก ปวดหัวมาก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วลำตัว ในบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน อาจพบผื่นแดงหรือจ้ำเลือดใต้ผิวหนังทั่วตัว (โดยส่วนมากจะไม่มีน้ำมูกและไอ)

วิธีการดูแลตัวเอง : ดูแลตัวเองด้วยการจำกัดแหล่งเพาะลูกน้ำ ยุงลาย และการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดโรคด้วยการดูแลตัวเองให้แข็งแรง

มือเท้าปาก

สาเหตุ : มาจากเชื้อไวรัสที่สามารถติดต่อกันได้ผ่านการไอหรือจาม หรือการสัมผัสของเหลวหรือของเสียที่ปนเปื้อนเชื้อ  โรคนี้พบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี แต่สามารถเกิดกับเด็กโตและผู้ใหญ่ได้เช่นกัน

อาการ : โรคมือเท้าปากมีระยะฟักตัว 3-6 วัน โดยหลังจากได้รับเชื้อ จะเริ่มมีไข้สูง 38-39 องศาเซล เจ็บคอ เบื่ออาหาร ปวดท้อง และอ่อนเพลีย หลังจากมีไข้ 1-2 วัน จะเริ่มมีตุ่ม ผื่น หรือแผลอักเสบมีหนองที่ผิวหนังบริเวณมือ ฝ่ามือ เท้า ฝ่าเท้า และบริเวณปากทั้งภายนอกและภายใน

วิธีการดูแลตัวเอง : ควรล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ  ทำความสะอาดเสื้อผ้าสิ่งของเครื่องใช้ ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวของผู้อื่น รวมทั้งไม่ใช้อุปกรณ์ในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้ป่วยโรคมือเท้าปาก ใช้ผ้าสะอาดหรือทิชชู่ปิดปากปิดจมูกทุกครั้งที่ไอหรือจาม

ปอดอักเสบ / ปอดบวม

สาเหตุ :  ส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย โดยสามารถติดต่อได้จากการหายใจเอาเชื้อที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศเข้าไป

อาการ : ส่วนใหญ่มักมีอาการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้น หรือโรคหวัดนำมาก่อน หลังจากนั้นจึงมีอาการไอ และหายใจหอบตามมา

วิธีการดูแลตัวเอง : การป้องกันโรคปอดบวมทำได้ง่าย เพียงดูแลตัวสุขภาพอนามัยของตัวเองอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด หลีกเลี่ยงควันไฟ หรือควันบุหรี่ ดูแลให้ความอบอุ่นร่างกายอยู่เสมอ โดยใส่เสื้อผ้าหนา ๆ ในเวลาที่อากาศเย็น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ให้ครบ 5 หมู่ และเพียงพอ นอกจากปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต แพทย์อาจแนะนำให้กลุ่มเสี่ยงต่อไปนี้ รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดบวม

น้ำกัดเท้า / ฮ่องกงฟุต

สาเหตุ :  การปล่อยให้เท้าเปียกชื้นและสกปรก รวมทั้งการสวมใส่รองเท้าและถุงเท้าที่อับชื้น สวมรองเท้าที่ไม่ระบายอากาศ ทำให้เท้าร้อนและมีเหงื่อออก และการเดินเท้าเปล่าในบริเวณที่มีความอับชื้นและเสี่ยงต่อการติดเชื้อรา

อาการ : มีอาการคัน เกิดผื่นแดง และเป็นขุยบริเวณง่ามนิ้วเท้า โดยมักรู้สึกคันอย่างรุนแรงหลังจากถอดรองเท้าหรือถุงเท้าออก รวมทั้งเกิดตุ่มน้ำเล็ก ๆ สีแดงที่บริเวณฝ่าเท้าหรือง่ามนิ้วเท้า ฝ่าเท้าและบริเวณด้านข้างของเท้าแห้งและตกสะเก็ด

วิธีการดูแลตัวเอง : ล้างเท้าด้วยน้ำอุ่นทุกวันและเช็ดให้แห้งเสมอ โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า

ใส่ถุงเท้าที่ซักสะอาดและเปลี่ยนคู่ใหม่ทุกวัน


นี่เป็นเพียงแค่ 7 โรคยอดฮิตที่เรามักพบในหน้าฝนเท่านั้น ยังมีโรคอื่นๆ อีกหลายชนิดที่สามารถเกิดได้ในช่วงนี้ ถ้ายังแคร์ตัวเองอยู่ก็ยิ่งต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น หรือแม้หลีกเลี่ยงการป่วยไม่ได้ ก็ยังมี ซูเปอร์ แคร์ ประกันสุขภาพจากเอฟดับบลิวดี ที่ให้คุณเข้ารับการรักษาได้ทุกโรงพยาบาลและคลินิกในเครือข่ายกว่า 380 แห่งทั่วไทย - ไม่ต้องสำรองจ่าย เพียงแสดงบัตรเอฟดับบลิวดี แคร์การ์ด ที่โรงพยาบาลและคลินิกในเครือข่าย https://fwdth.co/drTz

ลงทะเบียนรับจดหมายข่าว

ติดตามทุกข่าวคราวความเคลื่อนไหวของเราง่ายๆ แค่กรอกชื่อและอีเมล์

การคลิก "ลงทะเบียน" แสดงว่าคุณยินยอมตามข้อกำหนดของเราและได้อ่านนโยบายข้อมูลของเราแล้ว

FWD MAX

FWD MAX