OMAN, Road Trip in Middle East!

ภาพติดตาเวลานึกถึงตะวันออกกลางของใครหลายคนเหมือนมีแต่โมเม้นท์เดียวคือ "โอ้ยยยย ร้อนแต่รวย" 55555 ก็จริงแต่เราอยากให้ทุกคนลองหลับตา! แล้วนึกถึงทะเลทรายกว้างๆ ที่มีน้องอูฐวิ่งเข้ามา

ภาพติดตาเวลานึกถึงตะวันออกกลางของใครหลายคนเหมือนมีแต่โมเม้นท์เดียวคือ “โอ้ยยยย ร้อนแต่รวย” 55555 ก็จริงแต่เราอยากให้ทุกคนลองหลับตา! แล้วนึกถึงทะเลทรายกว้างๆ ที่มีน้องอูฐวิ่งเข้ามา สวัสดีจ้ะพี่จ๋าให้เราขี่ มีโอเอซิสขนาดใหญ่หลายแห่งให้เติมเต็มความชุ่มฉ่ำตลอดทาง มีทะเลเปอร์เซียให้เล่น นั่งให้ลมตีหน้าสวยๆ มีดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้าแถมได้นอนกลางทะเลทรายรับลมเย็นๆ ซักครั้งในชีวิต เราไม่ได้เวิ่นเว้อ แต่เรากำลังพูดถึงโอมาน! ประเทศที่มีเงินหลักหมื่นต้นๆ ก็รวมแก๊งค์เพื่อนมาชิคกันที่นี่ได้  

โอมานอยู่ติดกับดูไบถ้าจะแพลนมาเที่ยวดูไบแล้วขับมาต่อโอมานก็ทำได้ ทริปคูลๆ รวยๆ ข้ามสองประเทศ แต่รอบนี้เราขอเฉพาะโอมานซัก 6 วันเต็มๆ เอาให้รอบ เอาให้ทั่ว พร้อมกับเพื่อนอีก 9 คน บอกแล้วว่ามันไม่แพง มันถูกจนเพื่อนตามกันมาได้ตั้งเยอะ อ่านจบ รีบแชร์ และชวนกันไป Road Trip ในตะวันออกกลางซักครั้งกับงบหลักหมื่นที่ชั้นไปได้ เธอก็ไปได้! 

เพื่อให้ง่ายต่อการตามรอย เราเข้าใจว่าบางคนเวลาน้อยแต่ก็อยากออกมาใช้ชีวิต เพราฉะนั้นทริปนี้จะเล่าเป็นวัน แยกเป็นรายละเอียดยิบๆ ย่อยๆ พร้อมบอกโรงแรมนิดหน่อย เอาเป็นว่าเปิดรีวิวนี้ เปิดอีกหน้าต่างซื้อประกันอุบัติเหตุ จองโรงแรม ซื้อตั๋วเครื่องบินและพร้อมไปได้ทันที! (ว่าแต่..เธอชวนเพื่อนได้กี่คนแล้วคะ?)

Good To Know

จากกรุงเทพไปโอมาน มีเที่ยวบินตรงเกือบทุกวันทั้งการบินไทย และ Oman Air เราเลือกเดินทางกับการบินไทยเพราะเพื่อนบางคนเป็นคนกินยาก อย่างน้อยบนเครื่องก็มีอาหารอร่อยๆ ให้กิน และค่าตั๋วไปกลับ กรุงเทพ-มัสกัต เมืองหลวงของโอมาน ถ้าจองล่วงหน้านานๆ ก็ราคาประมาณ 13,xxx เท่านั้น ราคานี้ถือว่ารับได้ แต่การบินไทยไม่ได้บินตรงนะ ต้องแวะเติมน้ำมันที่เมืองการาจี ประเทศปากีสถาน 1ชั่วโมง นั่งดูหนังบนเครื่องไปเพลินๆ และบินต่อไปมัสกัตอีก 1 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว คนไทยมาเที่ยวโอมานไม่ทำวีซ่ามาล่วงหน้า เพราะสามารถมาทำแบบ On Arrival ได้ที่สนามบิน ราคาคนละ 500 บาทอยู่ได้ 10 วัน จ่ายเงินปุ๊ป ก็เข้าไปเที่ยวโอมานกันได้เลย!

1 โอมานเรียล (Rial) ตีง่ายๆ = 100 บาทไทย เงินใหญ่มาก เศรษฐีจากย่านไหนในไทยมานี่ก็เหลือเงินนิดเดียว

การเช่ารถที่โอมานนั้นไม่ยาก อยากจะเป็นคนรวยๆ ก็เลือกรถแพงๆ หรือเอารถ SUV แบบประหยัดก็มีเยอะ รถสามารถเช่าก่อนมาถึงโอมานก็ได้ จองมาก่อน มีหลายบริษัทให้เลือก โอมานไม่ใช่ประเทศปิดเหมือนอิหร่าน สามารถทำทุกอย่างออนไลน์ได้หมด หรือจะเอาสะดวกก็มาติดต่อกับเคาท์เตอร์หลังจากรับกระเป๋าออกมา ค่าเช่ารถต่อวันจะพอๆ กับไทย แต่เช็คให้ดีบางเจ้ามีกำหนดด้วยว่าห้ามขับเกินกี่กิโลเมตรต่อวันไม่งั้นจะโดนปรับ และอย่าลืมเด็ดขาดคือใบขับขี่สากลพร้อมบัตรเครดิตสำหรับมัดจำ ถ้าไม่สองอย่างงี้ก็นู่นค่ะ..รถเมล์และแท๊กซี่มีให้โบกอยู่ลิบๆ 

Day 1: Big Sinkhole, Sur and Oasis

วันแรกไม่นับเพราะกว่าจะได้รถขับออกจากสนามบินก็ค่อนข้างค่ำพอสมควร ตัดภาพมาวันแรกแบบจริงๆ จังๆ กันเลยดีกว่า เมื่อคืนพอเก็บของเข้าที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว ก็เปิด Google Map หาซุปเปอร์มาร์เก็ต จำไว้นะคะหนู Road Trip ที่ดีควรซื้อขนมนมเนยติดรถไว้พอสมควรเผื่อหิวกลางทาง พร้อมน้ำดื่มแบบเพียงพอสำหรับทุกคน 5555 ดูเวอร์แต่ควรทำ


พี่แอร์บนเครื่องแนะนำแบบผู้ชำนาญเหมือนบินมามัสกัตทุกๆ วันว่า ไป LuLu Supermarket สิ มีทุกอย่างแหละตรงนั้น เออ มีทุกอย่างจริงๆ ซื้อให้เรียบร้อยและเริ่มออกเดินทาง

ระหว่างทางเราจะตื่นเต้นกับภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาและทะเลทรายเพราะวิวแบบนี้บ้านเราไม่มีแน่ๆ การเดินทางมาในสถานที่แปลกๆ นอกจากจะเป็นการเอาชนะใจตัวเองอย่างนึงแล้วนะ สิ่งที่ได้กลับมาคือได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนี่แหละคือรางวัลและข้อดีของมัน อย่าไปกลัวและมโนอะไรเรื่อยเปื่อยกันเยอะ เด็กๆ กันอยู่มาดูให้เห็นเองดีกว่า

เราแวะที่แรกกันที่ Bimmah Sinkhole เคยอ่านเจอในเว็บ Dailymail เค้าบอกว่านี่คือ Sinkhole ที่สวยที่สุดในโลก พูดแบบภาษาง่ายๆ ให้เราเข้าใจกันง่ายคือมันคือแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่เกิดจากการยุบตัวของธรรมชาติ แล้วมีน้ำอยู่ด้านใน เราไม่แน่ใจว่าน้ำมันเค็มรึป่าวเพราะอยู่ใกล้ทะเล แต่น้ำใสมากจริงๆ

ช่วงที่เราไปเพื่อนรักเราจากอินเดียมาถ่ายหนังบอลลีวู้ดกันพอดี คุยกับคนคุมซักพักว่า “หนูมาไกลจริงๆ ขอเข้าไปทีเถอะ” นางก็พาเดินเข้ามาดูเค้าถ่ายหนังกัน 5555 จริงๆ มันสามารถเดินเลาะขอบๆ หลุมแล้วกระโดดลงมาได้ด้วย แต่.. เค้าบอกว่าไม่ได้อนุญาตให้ทำ เพราะมันอันตราย เราก็ไม่ชัวร์ว่ามันผิดกฏหรือป่าว เลยไม่ทำดีกว่า แต่แค่เดินดูรอบๆ ก็คุ้มแล้วนะที่มาเห็น เพราะมันใหญ่และสวยมากจริงๆ ที่สำคัญเข้าฟรีด้วยนะฮ้า 

จุดนี้มันติดทะเลแบบใกล้มาก แต่เดินไปไม่ได้ด้วยอากาศที่ร้อนแทบละลาย ขับรถไปทำแฟชั่นเซตกันซักนิดนึง เพราะริมทะเลมีโขดหิน สลับเนินและพุ่มไม้เตี้ยๆ สามารถมาแอ๊คท่าเดิน จีบปากจีบคอ ใส่แว่นดำคูลๆ ได้แบบไม่ต้องแคร์ใครเพราะไม่มีคนอื่นเลยจ้า

ขับต่อมาอีกนิดไฮไลท์ของทริปนี้มีทุกๆ วัน Wadi Shab หรือโอเอซิสวาดิ เป็นอีกที่ๆ เห็นวิวแล้วน้ำตาจะไหล เพราะมันสวยมาก เหมือนอยู่ในอุทยานที่อเมริกา แต่นี่แค่ตะวันออกกลางเองนะ ลองนึกภาพตามว่ามีเทือกเขาขนาบซ้ายขวา และมีน้ำไหลจากตรงกลางลงสู่ทะเล โดยที่สองข้างทางสามารถเดินได้ แค่นี้ก็ฟินแล้วอะ

เดินต่อเข้าไปข้างในได้เรื่อยๆ แต่จากฝั่งที่เราจอดรถจะต้องนั่งเรือข้ามไป ราคาไปกลับอยุ่ที่ 1 เรียลหรือ 100 บาท ประเทศนี้นะ อะไรที่ควรถูกก็แพง อะไรที่ควรแพงก็ถูก ลักษณะเหมือนเรือหางยาวข้ามฝั่งนิดเดียว ถ้านั่งที่บ้านเราเก็บ 3 บาท คนก็น่าจะยังด่าอะ แต่นี่เก็บ 100 บาท! จริงๆ มันสามารถเดินข้ามน้ำเข้าไปได้ น้ำจะลึกประมาณหัวเข่า แต่เป็นห่วงกล้อง และมือถือที่เอามาด้วย เฉพาะนั้นก็ต้องยอมจ่าย
ข้ามน้ำไปแล้ว Wadi Shab จะเป็นทางเดินแบบ Trekking เบาๆ ดังนั้นไม่ควรเห่อรองเท้าใหม่ที่นี่ เพราะมันจะเปื้อนและเขรอะมาก ที่สำคัญอย่าห่วงแต่สวย ควรห่วงชีวิตจะแวะถ่ายรูปตรงหินก้อนไหน เช็คให้ดีๆ ว่ามันปลอดภัยจริงๆ เลือกรองเท้าที่ทะมัดทะแมงด้วยนะ ไม่งั้นลำบาก

จริงๆ Wadi Shab เดินเข้าไปประมาณ 30 นาทีจะเป็นทางที่ต้องว่ายน้ำเข้าไป ด้านในจะมีถ้ำเล็กๆ ให้ลอดเข้าไปพร้อมน้ำตกเย็นฉ่ำ สามารถปีนป่ายและกระโดดได้เต็มที่ แต่อย่าห่าม ระมัดระวังกันด้วยเพราะพื้นค่อนข้างลื่น และควรออกมาจากถ้ำประมาณ 4 โมง เพื่อให้เดินออกมาข้างนอกก่อนฟ้ามืด

เราใช้เวลาที่ Wadi Shab มากถึงครึ่งวันเต็มๆ เพราะเอ็นจอยกับการเล่นน้ำ เดินเล่นและถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เราเจอผู้ชายโอมานคนนึงเป็นตำรวจและมาเที่ยวที่นี่ช่วงวันหยุดพอดี เลยได้พี่เค้านี่แหละช่วยนำทาง ทำให้เดินเหินสะดวกมากขึ้นเยอะ 

เวลาเดินทางสิ่งที่ควรทำคือระมัดระวังตัว ยิ่งไปกันเยอะยิ่งต้องช่วยกันดูแล อย่าเฮตามกันไปซะหมด แต่โชคดีว่าแต่ละครั้งเราจะเจอแต่คนดีๆ คอยช่วยตลอดเลย 

บอกลาวันแรกกันที่ Wadi Shab จนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าเราก็รีบขับรถกันไปนอนเมืองน่ารักแวะพักระหว่างทางกันที่เมือง Sur (ซัว) บอกเลยว่าเมืองนี้เด็ดที่วิวจริงๆ! 

Day 2 – GET CLOSER TO THE REAL LOCAL!

เมื่อคืนเราพักกันที่ Al Ayjan Plaza Hotel โรงแรมนี้จะเนินเขาเล็กๆ อยู่ด้านหลัง ตื่นเช้ามาสามารถปีนขึ้นไปดูวิวเมือง Sur (ซัว) สวยๆ ได้เลย เมืองนี้เป็นเมืองท่าติดชายทะเลเราจะเห็นวิถีชีวิตชาวบ้านยามเช้าออกเรือไปตกปลา มองไกลๆ ก็น่ารักดี แถมสีของบ้านก็เหมือนกันเกือบทั้งหมดคือสีขาวๆ ครีมๆ คงเป็นเหมือนเมืองอื่นๆ ในตะวันออกกลางเวลาเจอพายุทะเลทรายจะได้ไม่ต้องคอยมาทาสีบ้านกันใหม่ เลยทำสีพื้นๆ แบบนี้ไว้ซะเลย

ด้านข้างโรงแรมมีร้านบารากุร้านนึงวิวดีมากกกกกกก เป็นวิวทะเลสาบกว้างๆ พร้อมกับชั้นดาดฟ้าให้นั่งดูบารากุกันอย่างสบายใจและถูกกฏหมายด้วยนะ เตาละแค่ประมาณ 200-300 บาทอลังการเยี่ยงสุลต่านมาเอง
เราออกจากเมืองซัวพุ่งไปอีกโอเอซิสนึงคือ Wadi Bani Khalid เป็นอีกโอเอซิสที่คล้ายๆ กับ Wadi Shab เมื่อวานนั่นแหละ แต่ตรงนี้ดูเป็นสวนน้ำมากกว่า 55555 มีคาเฟ่ มีการ์ดคอยดูแล ถ้าเอาตามที่เห็นตรงนี้ดูปลอดภัยกว่า แต่ฟีลลิ่งมันไม่ได้อะ เราคิดว่ามันควรต้องดิบๆ และธรรมชาติแบบ Wadi Shab ถึงจะสนุกกว่า
ตรงนี้เหมาะสำหรับเด็กๆ มากนะ เล่นกันเพลินเลยทีเดียว ถ้าให้แนะนำสำหรับเราคือนอนตื่นสายๆ แล้วข้ามตรงนี้ไป เจอกันอีกทีทะเลทรายเวิร์คกว่า!
ไฮไลท์สำหรับวันนี้คือ Al Reem Desert Camp เราจองที่พักนี้ไว้เพราะถูกและอยู่ใกล้ Wahiba Sands โปรดจำเอาไว้ว่าถ้าอยากไปดูพระอาทิตย์ตกควรนัดแนะกับทัวร์ไว้ก่อนและควรไปถึงที่พักก่อน 3 โมงครึ่งไม่ว่าที่ไหนก็ตาม เพราะทัวร์เข้าทะเลทรายเที่ยวสุดท้ายส่วนใหญ่จะหมดประมาณ 4 โมงเย็น
ระหว่างทางพอเข้าเขตทะเลทรายจะมีน้องอูฐถูกล่ามไว้ระหว่างทางเป็นระยะ มันก็จะแทะเล็มใบไม้ของพวกมันไป
เราเลือกชิวๆ ในโรงแรมเพราะวันนี้ที่เราเลือกกันเป็นแคมป์จะได้บรรยากาศนิดนึง แถมตอนกลางคืนเห็นดาวเยอะมาก ช่วงเย็นๆ เลยเดินเล่นด้านหลังโรงแรมเป็นเนินทรายหลายๆ เนิน พร้อมกับที่เลี้ยงอูฐของชาวบ้านเต็มไปหมด เราถามว่าที่ตรงทะเลทรายนี้เป็นของใคร ? เค้าบอกเป็นของรัฐบาล ถ้าชาวบ้านมาใช้เพื่อทำมาหากินส่วนตัวจะไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ถ้าเอาไว้รองรับนักท่องเที่ยวแบบโรงแรมนี้จะต้องจ่ายค่าบำรุงด้วย
ที่พักของเราดีมาก ชิว มีรอบกองไฟตอนกลางคืน พร้อมอาหารเย็นและอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์ตกคนละ 1,600 กว่าบาทเท่านั้นเอง ไม่แพงเลยซักนิด มันเป็นโมเม้นท์ที่ดีมากนะ กับการนั่งมองพระอาทิตย์ตกดินและฟังเพลงเพลินๆ

Day 3 : SAND BASHING IN WAHIBA DESERT!

เมื่อวานเรามาถึงที่พักก็สี่โมงนิดๆ แล้วแถมหลงอีก เลยทำให้เข้าทะเลทรายไม่ทัน บอกเลยว่า 9 คนงอแงตรงนั้นว่ายังไงก็ต้องไปให้ได้นะ เพราะเพื่อนบางคนมาตะวันออกกลางครั้งแรกก็คาดหวังแหละว่าต้องได้เห็น

ง้อกันไปง้อกันมากับโรงแรม นางคงเห็นใจและบอกว่า ‘เออๆ เดี๋ยวพาไปตอนเช้าก็ได้ ดูพระอาทิตย์ขึ้นแทน แต่พวกมึงต้องตื่นนะ’ 

ตีห้าของวันนั้นแหกขี้ตารีบออกมารอรถกัน คนที่ขับรถให้เช้านี้คือน้องชายฝาแฝดของเจ้าของโรงแรม อิอิ หน้าตาจิ้มลิ้ม แต่มีหนวดเท่ๆ 555555 โดนพวกเราแอ๊วไปหลายดอก 

Wahiba Sands เป็นทะเลทรายเนินต่ำๆ ไม่สูงเหมือนที่โดฮาหรือดูไบที่เคยไป ตรงนั้นจะสูงจนเสียว ที่นี่จะสูงแบบเด็กอนุบาลตื่นเต้น 5555 ก่อนเข้าทะเลทรายเค้าจะปล่อยลมยางก่อนเพื่อให้ขับในทรายได้ดีขึ้น ขับไปจอดบนเนินให้เราดูพระอาทิตย์ขึ้น สองพี่น้องฝาแฝดก็เซอร์วิสพวกเราด้วยชาอาหรับพร้อมอินทผาลัม น่ารักจริงๆ 
เราเอ็นจอยกับทะเลทรายกันพักใหญ่ๆ มันดูเหมือนไม่มีอะไร แต่มันมีเสน่ห์ของมันเยอะเชียวแหละ เดินไปมุมนู้นก็น่าถ่าย เดินไปตรงนี้ก็เลิศ วนไปวนมาผลัดกันได้ รู้ตัวอีกทีก็เริ่มร้อนแล้วและต้องกลับ

ขี่อูฐก็เบื่อ ขี่เธอก็ไมได้ เอายูนิคอร์นไปขี่กันเลยเอ้า! 

กลับมาตุนอาหารเช้าที่โรงแรมแบบบุฟเฟต์กันไว้ก่อนเพราะต้องเดินทางไกลต่อ เรารีบออกไปไฮไลท์อย่างต่อไปกันที่ Jebel Shams ยอดเขาที่สูงที่สุดในโอมาน ระหว่างทางเราก็ผ่าน Old Market ในเมือง Al Hamra ก็แวะลงไปดูซะหน่อยเผื่ออยากได้ของฝากแบบฮิปๆ ติดไม้ติดมือกลับไป 

ระหว่างทางผ่านไป Jebel Shams เราจะเห็นหมู่บ้าน Misfat Al Abreen อยู่ไกลๆ หมู่บ้านนี้พึ่งดังในหมู่นักท่องเที่ยวนี้ไม่นานเท่าที่อื่น ตัวหมู่บ้านเองมันดูคูลเพราะทำจากหินเกือบทั้งหมด และแทรกด้วยต้นปาล์ม ถ้ามีเวลาพอก็ขับรถลงไปถ่ายรูปเก๋ๆ ในเมืองก็ได้ แต่เราไม่ทำ เพราะกลัวไปถึงที่พักบนยอดเขาไม่ทัน 5555

Day 4 – TAKE ROCKY ROAD TO JEBEL SHAMS

ก่อนจะเขียนถึงตรงนี้ต้องขอโทษพ่อ แม่กันก่อน.."ขอโทษค้าา" เพราะถ้านางมาอ่านเจอต้องโดนด่าแน่ๆ 5555 ขนาดเราไปเองยังด่าตัวเองเลยจ้าว่าทำไมลำบากขนาดนี้ 

Jebel Shams คือยอดเขาที่สูงที่สุดในโอมาน สูงกว่า 3,000 เมตร และสูงที่สุดในคาบสมุทรอาหรับทั้งหมด ที่นี่เค้าเรียกกันว่า Sun mountain เพราะเราจะได้เห็นพระอาทิตย์แยงตากันก่อนที่อื่นนะเอ้อ

เราพักที่ Sunrise Resort เป็นเพิงง่ายๆ เอาไว้นอนอย่างเดียวนั่นแหละ ไม่ได้แย่แต่ก็ไม่ได้สะดวดสบาย กว่าจะถึงไปถึงข้างบนก็มืดแล้ว เลยรีบนอนแล้วเตรียมเครื่องสำอางค์ไว้เผื่อตื่นเช้ามาแต่งหน้าแข่งพระอาทิตย์! 

จากตรงที่นอนเช้ามาสามารถเดินไปดู Grand Canyon Oman ได้ บอกตรงๆ ว่าของจริงสวยกว่า 5555 แต่แดดอ่อนๆ เดินชิวๆ ไม่ร้อนมากก็ถ่ายรูปสวย
ระหว่างทางลงจาก Jebel Shams สองข้างทางจะสวยมาก อยากให้ค่อยๆ ขับเพราะ 1.อันตราย 2.ดูวิวสวยกว่า และ ข้อสุดท้าย 3.ระวังเจ้าถิ่น 

เจ้าถิ่นไม่น่ากลัว พูดน้อยแต่ชอบเดินตัดหน้ารถกันยกแก๊งค์ให้ชะลอให้พวกนางไปก่อนเด้อออ

ขากลับเข้ามัสกัตเราแวะที่ป้อมบาห์ลา (Bahla Fort) นี่คือป้อมที่เก่าแก่ที่สุดในโอมาน และเป็นป้อมเดียวที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก

ป้อมพวกนี้สีมันจะออกครีมๆ น้ำตาลอ่อนเป็นหินทราย หลังคาไม่ค่อยมี ที่บังแดดก็ไม่มีเพราะฉะนั้นร้อนมากกก ร้อนแบบโหยหวนแต่ถ่ายรูปสวยมากว่าไม่ได้จริงๆ 

ที่นี่มีป้อมและหอคอยด้วย สามารถเดินขึ้นไปเรื่อยๆ จะเห็นป้อมเมือง Nizwa (นิซวา) ทั้งเมืองด้วย 

จากป้อมบาห์ลา กลับเข้ามัสกัตใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง นั่งเมาท์กันเพลินๆ แปปเดียวก็ถึง ระหว่างทางก็ไม่ต้องรีบมากหาจังหวะดีๆ ลงไปถ่ายรูปเล่นกันก็ได้นะ

ที่มัสกัตเราพักโรงแรมเดิมกับคืนแรกที่มาถึงคือ Hotel Al Madinah Holiday ในตัวเมืองมัสกัตที่เที่ยวไม่ค่อยเยอะ จะกินเหล้าต้องหาตามโรงแรมและบางที่ต้องโชว์พาสปอร์ต หรือเดินห้างที่นี่ก็ปิดดึกตั้ง 5 ทุ่ม
เราไปดู Sultan Qaboos Grand Mosque ตอนกลางคืน แต่ไม่สามารถเข้าไปข้างในได้ เพราะเปิดให้คนที่ไม่ใช่มุสลิมเข้าได้ช่วง 08.00-11.00 วันเสาร์ถึงพฤหัสเท่านั้น ด้านนอกนั้นอลังการมาก เรานั่งตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ตก คุยกันเพลินๆ กับเพื่อนไปเรื่อยๆ รอเค้าเปิดไฟ

ใครๆ ก็บอกว่ามุสลิมนั้นน่ากลัวและโหดร้าย เราอยากจะบอกว่าไม่จริง พวกเค้านั้นน่ารักและเคารพในสิ่งที่พวกเค้าเชื่อมากๆ เราในฐานะคนที่เห็นต่างกัน ก็ยังคงต้องเคารพกันเพราะต้องอยู่ร่วมกัน อย่าเอาการกระทำของคนกลุ่มเดียวมาตัดสินมุสลิมทั้งหมด แบบนั้นไม่ถูกต้องเด้อ 

Day 5

วันสุดท้ายในโอมาน เรากลับเข้ามาชิวกันต่อที่มัสกัต ถ้าบินกับการบินไทย ขากลับจะมีเวลาเที่ยวอีก 1 วันเต็มๆ เพราะเครื่องออกนู่น 2 ทุ่มได้ เดินชิวๆ สบายได้ทั้งวัน

เราเริ่มวันสุดท้ายเช้าหน่อยเพราะอยากกลับเข้าไปดู Sultan Qaboos Grand Mosque ด้านใน แนะนำว่าให้กลั้นใจตื่นเช้าซะหน่อย ควรมาถึงซักประมาณ 07.45 น. และเข้าไปเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกๆ ที่นี่เรื่องเครื่องแต่งกายเคร่งครัดมาก ผู้หญิงกระโปรงต้องยาวคลุมเท้าทั้งหมด ผู้ชายขาสั้นก็ใส่ไม่ได้เด็ดขาด มีให้เช่าแต่จะเสียเวลาช่วงยืม-คืน เพราะฉะนั้นเราว่าแต่งให้มันถูกต้องไปเลยดีกว่า 

มัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในโอมานนี้เป็นมัสยิดเดียวในโอมานที่เปิดให้คนที่ไม่ใช่มุสลิมเข้ามาเยี่ยมชม ที่นี่สร้างเสร็จในปี 2001 คือประมาณ 16 ปีที่แล้ว พร้อมความอลังการใหญ่โต เช่น Chandelier และ พรม ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มันสวยมากจนต้องตะลึงกันเลยแหละ ได้ยินแว่วๆ มาว่าที่เอมิเรตส์กับกาตาร์ กำลังจะโค่นตำแหน่งนี้ลงไปแล้วไม่รู้จะทำได้รึป่าว แต่มาดูที่นี่เหอะ เวอร์วังมาก 

สีพื้นๆ เรียบแต่โก้ของที่นี่ทำให้มันดูมีมนตร์ขลังมากขึ้น เดินไปมุมไหนก็รู้สึกว่าต้องสำรวมตลอดเวลา 

สีพื้นๆ เรียบแต่โก้ของที่นี่ทำให้มันดูมีมนตร์ขลังมากขึ้น เดินไปมุมไหนก็รู้สึกว่าต้องสำรวมตลอดเวลา ที่นี่ให้นักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่มุสลิมอยู่ได้ถึงแค่ประมาณ 11.00 น. เท่านั้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมเธอควรกลั้นใจตื่นแต่เช้าและไปชมที่นี่ก่อน เพราะค่อยกลับมาพักที่โรงแรมก่อนเช็คเอ้าท์ก็ได้ ไม่ต้องรีบมาก 

เก็บของขึ้นรถพร้อมออกจากโรงแรมก่อนไปสนามบินตอนเย็น ช่วงบ่ายเราแวะชิวที่ย่าน Muttrah เมืองนี้เป็นเมืองชิวๆ ริมทะเล ก่อนที่เค้าจะเริ่มขุดเจาะน้ำมันแถวนี้ Muttrah เป็นศูนย์กลางทางการค้าขายมาก่อน พอเจริญรุ่งเรืองปุ๊ป ที่นี่ก็ยกระดับกลายมาเป็นเมืองท่าแบบเต็มตัว ช่วงเย็นๆ มาเดินชิวริมน้ำก็ได้

หรือเป็นพวกชอบช๊อปปิ้งก็มาเดินที่ Muttrah Souq ที่นี่จะขายของทุกอย่าง ของฝาก ของกิน ของจุ๊บจิ๊บมีหมด แต่อยากเตือนว่าให้ดูดีๆ บางอย่างบ้านเราก็มี เพราะมันมีพวกของจากจีนและอินเดียผสมมาด้วยแต่ขายในราคาที่แพงขึ้นมากๆ ต่อราคากันเยอะๆ และเช็คคุณภาพให้ดีกันก่อนซื้อ

และจำกันให้ขึ้นใจว่าตลาดส่วนใหญ่ในแถบประเทศตะวันออกกลางจะเปิด 2 ช่วงคือช่วงสายๆ ถึงประมาณบ่ายสอง และปิดพักมาเปิดอีกทีช่วงประมาณ สี่โมงถึงกลางคืน เพราะฉะนั้นกะเวลามาให้ดี

ก่อนไปสนามบินเราแวะไปละลายเงินเรียลกันที่ร้าน Al Makan Café เสิร์จหาจาก Google Map ได้เลย ร้านนี้ขายอาหารแพงแต่อร่อย 555 มีทั้งอาหารอาหรับและอาหารอิตาเลี่ยน มื้อสุดท้ายสั่งมากินกันให้เต็มที่ เป็นร้านติดริมทะเลที่บรรยากาศดีมาก

ที่สนามบินนานาชาติมัสกัตค่อนข้างเล็กมาก เพราะอาคารใหม่ยังสร้างไม่เสร็จ ควรเผื่อเวลาอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง ทั้งการคืนรถ รอเช็คอิน ผ่าน ตม. รีบทำให้เสร็จเรียบร้อยจะได้ไม่ต้องกังวลได้กลับบ้านแน่นอน 

โอมานเป็นประเทศที่ใครหลายคน อยากมาเพราะได้ยินชื่อ แต่ก็มีคำถามตามมาไล่หลังตลอดว่าอันตรายมั้ย ? น่ากลัวมั้ย ? อาหารกินยากมั้ย ? (ไก่ย่าง เนื้อย่าง และฟาสต์ฟู๊ดหัวนอกเยอะมาก จะยากยังไงหละ!) อยากบอกทุกคนว่าเธอควรเอาชนะความกลัวที่ได้ยินกันมาและออกมาสัมผัสด้วยตัวเองซะ อย่ากลัวในสิ่งที่คนอื่นพูดกัน มาเรียน มารู้ มาลองด้วยตัวเอง 

และก่อนออกเดินทางไม่ว่าจะใกล้หรือไกล เราอยากแนะนำให้เพื่อนๆ เลือกซื้อประกันติดตัวไปด้วย! อืมมม.. จริงจังนะจ๊ะของแบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ แต่ จำเป็นต้องมีสำหรับทุกการเดินทาง  เราเลือกทำประกันคนกล้าเอ็กซ์ตร้า ของเอฟดับบลิวดี ที่มาพร้อมกับวงเงินคุ้มครองมากที่สุดถึง 5 ล้านบาทและเพิ่มขึ้นทุกปีที่ต่ออายุ ปกติแล้วประกันอุบัติเหตุจะไม่คุ้มครองพวกกีฬาโลดโผน หรือกิจกรรมผจญภัยแบบหนักหน่วงแบบที่พวกเราชอบทำกันบ่อยๆ 555 แต่ประกันคนกล้าเอ็กซ์ตร้า กล้ามากพอที่จะ คุ้มครองทุกกิจกรรมที่เราจะทำ ขอแค่อย่าเมาหรือไปก่อเหตุทะเลาะวิวาทหรือก่ออาชญากรรมก็พอแล้ว ไม่ว่าทริปไหน กิจกรรมอะไร เราก็สนุกได้เต็มที่ ไม่มีกังวล เพราะมีประกันดีๆ จากเอฟดับบลิวดี คอยให้ความคุ้มครองนี่แหละ เที่ยวที่ไหนก็สบายใจละ

สุดท้ายแล้วย้ำกันอีกรอบเลยนะว่าโอมานไม่ใช่ประเทศที่น่ากลัว ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าใจตัวเองจริงๆ ลองแล้วจะรู้ว่าที่นี่น่ารักและเหมาะกับการชวนเพื่อนมาเที่ยวมากแค่ไหน ขนาดเรามากันตั้ง 9 คนยังแฮปปี้ทุกวันที่อยู่ด้วยกัน มาเที่ยวกับเพื่อนนั่งคุยเรื่องโง่ๆ ทำกิจกรรมที่สนุกและผจญภัยด้วยกัน มันจะเป็นเรื่องราวดีๆ ที่เล่ากันไปอีกนานเลยแหละ 

เอ้อที่สำคัญที่สุดทริปนี้ใช้กันไปไม่เกินคนละ 35,000 บาทนะ! แถมประหยัดกว่านี้ได้อีกเพราะทุกอย่างถูกมาก แพลนซะและออกไปใช้ชีวิตด้วยกัน

ลงทะเบียนรับจดหมายข่าว

ติดตามทุกข่าวคราวความเคลื่อนไหวของเราง่ายๆ แค่กรอกชื่อและอีเมล์

การคลิก "ลงทะเบียน" แสดงว่าคุณยินยอมตามข้อกำหนดของเราและได้อ่านนโยบายข้อมูลของเราแล้ว

FWD MAX

FWD MAX