ทริปบ้าระห่ำที่ West Lava ท้าทายเส้นทางภูเขาไฟที่ยังหายใจอยู่

ในยุคที่ไลฟ์สไตล์ของคนเริ่มเปลี่ยนไป การท่องเที่ยวที่ทุกคนฝันคือผ่านการใช้ชีวิตดี จิบแชมเปญล่องอยู่บนเรือสำราญหรือไม่ก็แช่อ่างอยู่ในโรงแรมสุดหรู แต่ก็มีอีกหลายคนที่เลือกใช้ชีวิตอีกรูปแบบ เอาตัวไปอยู่ในที่ลำบาก ให้จมูกได้สัมผัสกลิ่นดินทราย ชำระล้างหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อด้วยน้ำจากทะเลสาบ และเอาตัวไปอยู่บนยอดเขาเพื่อแค่รอคอยแสงอาทิตย์แรกของวัน นี่คือทริป West-Java ทริปสุดโหด 7 วันกับเพื่อนร่วมทริปอีก 7 คนที่พึ่งรู้จักกัน สนุกและตื่นเต้นแค่ไหน เดินทางไปพร้อมๆกับผมเลย!


ก่อนหน้านี้ผมชื่นชอบการเที่ยวเมืองต่างๆ โดยเฉพาะญี่ปุ่น แต่พอวันนึงเรารู้สึกว่าการเที่ยวในเมืองมันทำให้เรามองหาแต่ความสะดวกสบาย ผมอยากให้หัวใจสูบฉีดและตื่นเต้นเหมือนความรู้สึกของการผจญภัยครั้งแรกในชีวิต ผมและเพื่อนๆอีก 7 คนที่รู้จักกันผ่านการแนะนำในเพจและเพื่อนของเพื่อน เลยจับกลุ่มกันเดินทางไปประเทศอินโดนีเซีย ประเทศที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของวัฒนธรรม จิตวิญญานและภูมิประเทศที่ไม่เหมือนใคร


อินโดนีเซียเป็นหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถูกแบ่งออกเป็น 5 หมู่เกาะหลักๆ โดยหมู่เกาะที่เราเดินทางไปทริปนี้คือ หมู่เกาะชวา เรียกเป็น ภาษาอังกฤษว่า JAVA เราใช้เวลาเดินทางกันทั้งหมด 7 วันเต็มๆ เริ่มต้นบินจากกรุงเทพไปยังสนามบินสุราบายา เราใช้เวลานอนบนรถ ประมาณ 7 ชั่วโมงและมาถึงภูเขาไฟ Kawah-Ijen เป็นภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่เกิดจากระเบิดซ้ำแล้วซ้ำอีก จุดเด่นของที่นี่คือมี Blue Frame เป็นแสงไฟสีฟ้าที่ลอดออกจากกองหิน ถ้านึกภาพไม่ออกให้ถึงสีไฟจากเตาแก๊ส ซึ่งบลูเฟรมสามารถมองเห็นในตอนกลางคืนเท่านั้น การเดินทางขึ้นภูเขา Kawah-Ijen ก็ลำบากไม่ได้น้อย แต่ก็ไม่ถึงครึ่งนึงของสิ่งที่เรากำลังจะเจอในทริปนี้ครับ


เราออกเดินทางไปตามเส้นทางที่คนส่วนใหญ่เที่ยวกัน หลังจาก Kawah-Ijen ก็เดินทางต่อไปอีก 6 ชั่วโมงเพื่อไปยังภูเขาไฟโบรโม่ ( Bromo ) เราถึงหมู่บ้านในช่วงเย็น พักผ่อนกันเล็กน้อยพอชาร์จแบตเตอรี่กล้องให้เต็ม คืนนี้เราวางแผนกันว่าจะเช่ารถจี๊บไปถ่ายดาวกันที่จุดชมวิว อากาศค่อนข้างหนาวเย็นลงไปที่ 18 องศา ช่วงเวลาที่ถ่ายดาวก็ทำให้เราได้พูดคุยและทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่มากยิ่งขึ้น อากาศเย็นๆ กับเพลง หนาวนี้ ของบอย- ตรัย ทำให้เราลืมความเหนื่อยล้าของการเดินทางทั้งหมดไปเลย และพร้อมแล้วที่จะลุยอะไรที่โหดกว่าในวันต่อไป

วันนั้นมีดาวตกจริงๆด้วย ผมไม่ได้อธิษฐานขอพรอะไรมากมาย แค่ขอให้ผมได้ใช้ชีวิตแบบนี้อีกต่อไปนานๆนะ


วันที่สาม นี่คือวันที่ทุกคนต้องตื่นเต้นเป็นพิเศษเพราะเราจะลุยภูเขาไฟเซเมรู ( Semeru ) เป็นภูเขาไฟที่คนไทยน้อยคนเคยไป ขอเล่านิดนึงว่าเซเมรูคือภูเขาที่สูงที่สุดของเกาะชวา มีความสูงถึง 3,676 เมตรจากระดับน้ำทะเล คำว่าเซเมรู เพี้ยนมาจากคำว่า พระสุเมรุ แปลว่าภูเขาไฟอันยิ่งใหญ่ ( ตามศาสนาฮินดู ) ซึ่งยังเป็นภูเขาไฟที่มีการประทุอยู่และจะปล่อยควันออกมาทุกครึ่งชั่วโมง ด้วยความคึกคะนองของวัยรุ่นแบบเราๆ ผมศึกษาข้อมูลกันไปแค่นี้ จริงๆ จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าหน้าตาของภูเขาเป็นอย่างไร และความสนุกตื่นเต้นของประสบการณ์การเฉียดตายก็เริ่มขึ้นจากตรงนี้ครับ * ที่นี่เคยมีคนสูญหายจากการเดินขึ้นผู้เขาไฟและมีคนเคยเสียชีวิตจากหินกลิ้งทับ


วันต่อมาเราจะต้องเดินทางจาก Ranu Pani มุ่งหน้าสู้ Base Camp ของภูเขาไฟเซเมรู ซึ่งตามกำหนดการใช้เวลาเดินเท้าขึ้นเขาประมาณ 4 ชั่วโมง แต่กลายเป็นว่าเราใช้เวลาเดินเท้านานถึง 5 ชั่วโมง ด้วยความเหนื่อยล้าทำให้เราต้องจำเป็นต้องหยุดนอนที่ทะเลสาบ Ranu Kumbolo เพื่อนๆ บางคนเริ่มมีอาการปวดเท้า ตลอดทริปนี้เรามีไกด์ที่คอยช่วยดูแลเตรียมน้ำ แบกของ แบกเต็นท์และอุปกรณ์ทำอาหารซึ่งช่วยทุ่นแรงไปได้เยอะครับ หลังจากกางเต็นท์เสร็จ ทุกคนก็สลบนอนพักผ่อนกันไปโดยไม่ได้นัดหมาย เราตื่นกันมาอีกทีเมื่อพระอาทิตย์ตกดินออกมาด้านนอกก็เจอวัยรุ่นชาวอินโดมากางเต็นท์กันเพียบ เราทานอาหารที่ปรุงง่ายๆ อากาศเริ่มเย็นลง มีเสียงกีตาร์และคนร้องเพลงมาจากเต็นท์ข้างๆ เราเลยขอไปนั่งแจมด้วย ผมชอบเวลาที่เราไปเที่ยวแล้วได้เอาตัวไปสัมผัสผู้คน การที่ได้แลกเปลี่ยนภาษาพูดคุย ร้องเพลงหัวเราะกัน ทำให้การเที่ยวของผมมีความหมายมากยิ่งขึ้นและยังจดจำบรรยากาศนั้นได้ดีจนถึงวันนี้ครับ


วันรุ่งขึ้นเราใช้เวลาเดินป่ากันต่อ ผ่านแนวต้นสน ผ่านทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยดอกไม้ กว่า 4 ชั่วโมง เป็น 4  ชั่วโมงที่สวยงามแต่ในอีกด้านก็ทรมานมาก นี่คือการเดินป่าครั้งแรกของใครหลายๆ คน เราจำเป็นต้องหยุดพักทุกๆ ครึ่งชั่วโมง สิ่งสำคัญที่ต้องพกติดตัวคือน้ำผึ้ง จิบระหว่างทางจะช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้น ในที่สุดเราก็มาถึง Base Camp ต่อไป เรากางเต็นท์พักเอาแรงกันที่นี่เพราะคืนนี้เราจะต้องขึ้นเขาเที่ยงคืนและใช้เวลาเดินขึ้นเขาที่สูงชันและไม่มีบันไดถึง 6 ชั่วโมง บางคนร่างกายก็เริ่มไม่ไหวแต่ใจยังสู้ทุกคนครับ

และเวลาสุดโหดก็มาถึง ก่อนเที่ยงคืนเราถูกปลุกขึ้นมาให้เก็บของทั้งหมดและเตรียมตัว แต่มองไปที่เต็นท์และกลุ่มอื่นๆ เราทุกคนแอบตกใจนิดๆ เพราะเขาเตรียมอุปกรณ์ปีนเขามาเพียบ แจ็คเก็ตตัวหนาๆ ไฟคาดหัว ผ้าหุ้มบริเวณเท้าเพื่อไม่ให้หินดินทรายจากภูเขาไฟเข้าไปในรองเท้า ไม้อุปกรณ์ปีนเขา พวกเรามีเพียงไฟฉายคนละอัน นาทีนั้นใจเริ่มเสียเหมือนกันว่า นี่จะปีนภูเขาไฟมันต้องขนาดนี้เลยเหรอ มันไม่เหมือนทางเดินป่าที่เราเดินมาตลอดสองวันหรอกเหรอ แต่ทุกคนบอกว่าไม่เป็นไรไหว ไหวก็ไหว


เที่ยงคืนอากาศเริ่มเย็นลงเป็น 18 องศา ระยะทางทั้งหมดแค่ 4 กิโลนิดๆ ไกด์ของเราบอกว่าปกติคนใช้เวลาเดินประมาณ 4-5 ชั่วโมง เราต้องรีบขึ้นไปให้ทันก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเวลา 6 โมงเช้า ช่วง 3 กิโลแรกเป็นทางเดินผ่านป่าสน ซึ่งสลับคดเคี้ยวใช้ได้เลยทีเดียว แต่ 1 กิโลที่เหลือ ลืมภาพการขึ้นภูเขาเดิมๆได้เลยครับ เชือก สะพาน หรือ ราวจับเหรอ ไม่มีเลยครับ ตลอดทางคือทรายจากภูเขาไฟสีดำ ซึ่งการเดินขึ้นเขาไม่ต่างจากการเหยียบทรายในทะเลครับมันจมและทำให้กรวดหินเข้าไปในรองเท้า นาทีแรกที่เราเริ่มเดินขึ้นก็มีชาวต่างชาติ ผมจำได้ว่าคนนี้อยู่เต้นท์ข้างๆ เริ่มถอดใจ ร้องไห้เดินกลับแล้ว ยิ่งทำให้กลุ่มเราเสียขวัญเข้าไปอีก


จากฐานของภูเขาไฟ มองไปที่ยอดจะเห็นแสงไฟที่ผู้คนเรียงกันเกือบร้อยดวงไปจนถึงปลายยอดระยะทาง 1 กิโลเมตร ระหว่างทางที่มีผู้คนเดินขึ้นมากพอสมควร เราเริ่มพลัดหลงกันไปทีละคน บางคนปวดเท้าจนเดินไม่ได้ แต่ยิ่งหยุดก็ยิ่งอาการหนักครับเพราะอุณภูมิลดลงมากๆ ถ้าไม่อยากหนาวตายก็ต้องเดิน บางช่วงจำเป็นต้องกระโดดเอาตัวขึ้นไปเพราะชันมากๆ ผมหันมาอีกครั้งพวกเราทั้ง 7 คนก็กระจัดกระจายหากันไม่เจอแล้วครับ

ใจเริ่มเสียเพราะผมห่วงว่าเพื่อนที่มาจะรอดหรือไม่ โดยเฉพาะน้องผู้หญิงคนนึงที่ดูอาการไม่โอเค

ระหว่างทางผมได้เจอเพื่อนอีกสองคนคนใจค่อยดีขึ้นหน่อย แต่ใจชื้นได้ไม่นาน ผมเห็นแสงวิบวับเรียงจากยอดภูเขาไฟ พร้อมเสียงตะโกนดังมาเรื่อยๆ “ บาตู บาตู “ แค่ไม่กี่วินาทีที่หันมองตามไป ผมเห็นหินขนาดใหญ่กลิ้งลงมาจากภูเขาด้วยความเร็ว และมันกำลังพุ่งมาทางเรา เราสามคนกระโดดลงไปนอนข้างทางโดยไม่คิดชีวิตเฉี่ยวจากระยะที่หินกลิ้งลงมาเพียง 4 เมตร นาทีนั้นบอกเลย กลัวตาย คิดถึงคนที่บ้าน นี่คือทริปสุดท้ายที่ผมเดินทางโดยไม่มีประกันชีวิต ผมไม่คิดเลยว่าการเที่ยวต่างประเทศมันจะดุเดือดและอะไรก็เกิดขึ้นได้ขนาดนี้ เรานั่งทำใจกันยกใหญ่ แต่มาถึงขนาดนี้แล้วก็ต้องเอาให้สุด ถ้าไม่ขึ้นถึงยอดจะยิ่งพลัดหลงกับเพื่อนๆที่เหลือ เราใช้เวลาปีนภูเขาแค่ 1 กิโล ใช้เวลา 1 ชั่วโมงกว่า


และ 15 เมตรสุดท้ายก็มาพร้อมกับแสงพระอาทิตย์ เราใช้กำลังเฮือกสุดท้ายคลานขึ้นไปจนถึงยอด สิ่งแรกที่ทำคือคือคุกเข่าตรงหน้าดวงอาทิตย์ ในใจขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้เรามาถึงตรงนี้และยังมีชีวิตอยู่ เราเริ่มเห็นเพื่อนที่หายไปโผล่ขึ้นมาทีละคน โผวิ่งกอดกันยิ่งกว่าคนไม่ได้เจอกันมาเป็นสิบปี และเต็มไปด้วยความดีใจ เราทุกคนคิดอะไรไม่ออกเลยถอดเสื้อที่มีคำว่า Thailand และถ่ายรูปด้วยกัน ผมไม่รู้จริงๆ ว่าคนไทยเคยมาที่นี่กี่คน เส้นทางอันยากลำบากนี้มันคุ้มค่า ผมรู้สึกรักตัวเองและรักชีวิตมากขึ้น นี่คือแสงอาทิตย์แรกที่เรียกว่าชีวิตใหม่ก็ว่าได้


หลังจากทริปการถึงยอดเขาครั้งนี้ เรายังเดินทางต่อไปยังเมืองอื่นๆ ยอร์คยาการ์ต้า -  บุโรพุทโธ - จาการ์ต้า โดยการนอนบนรถไฟ อาบน้ำตามห้องน้ำสถานีต่างๆ นี่คงเป็นประสบการณ์การเที่ยวที่บ้าระห่ำที่สุดในชีวิต แต่เต็มไปด้วยความประทับใจของการได้สัมผัสธรรมชาติและใช้เวลาทุกวันอย่างเต็มที่ ถ้าให้ย้อนเวลากลับไปได้ผมก็ยังขอเลือกที่จะเที่ยวแบบนี้ ทำอะไรที่ Unlimited แต่ครั้งหน้าผมจะปรับเปลี่ยนการเดินทางและแน่นอน คงต้องเลือกที่จะทำประกันเดินทางที่คุ้มครองอุบัติเหตุที่ทำให้ทุกนาทีที่เดินทางอยู่ต่างประเทศอุ่นใจมากยิ่งขึ้น อย่าลืมติดตามอ่านตอนต่อไปว่า การใช้ชีวิตแบบ Unlimited ของผมจะเป็นแบบไหน แต่ที่แน่ๆ สนุกและตื่นเต้นเหมือนเดิมแน่นอน


ลงทะเบียนรับจดหมายข่าว

ติดตามทุกข่าวคราวความเคลื่อนไหวของเราง่ายๆ แค่กรอกชื่อและอีเมล์

การคลิก "ลงทะเบียน" แสดงว่าคุณยินยอมตามข้อกำหนดของเราและได้อ่านนโยบายข้อมูลของเราแล้ว

FWD MAX

FWD MAX