อิ้งค์ วรันธร เจ้าของซิงเกิลฮิต "เกี่ยวกันไหม" ไม่ต้องแอบมอง แค่ลองคลิกก็จะรู้

วันนี้เรามีโอกาสได้มาพูดคุยกับเจ้าของเสียงที่สะกดให้คนฟังเคลิ้มตามไปกับเพลงแจ้งเกิดอย่างเหงาเหงา และล่าสุดกับเพลงเกี่ยวกันไหม ที่ฮอตติดชาร์ตอยู่ในขณะนี้ เธอบอกว่าตัวเองยังอ่อนด๋อย แต่ผมว่าไม่เลยบอกเลยว่าเมื่อได้พูดคุยรู้เรื่องราวความสามารถของเธอแล้ว ผมทึ่งมากว่านี่อิ้งค์อายุเพียงยี่สิบต้นๆ จริงเหรอ เพราะความสามารถและผลงานของเธอมีมากมายและมีคุณภาพมากจริงๆ วันนี้เธอจะมาเล่าเบื้องหลังการฝึกฝนตั้งแต่แปดขวบ จนอายุยี่สิบสี่ พร้อมเล่าให้ฟังถึงคืนวันที่เธอผ่านมา จนถึงวันนี้ที่ทุกคนรู้จักเธอผ่านเพลง เกี่ยวกันไหม และบทบาทนางเอกของภาพยนตร์เรื่อง Snap

ผลงาน

"ตอนนี้ทำงานเพลงเป็นหลัก ก็มีเพลงเกี่ยวกันไหม ซึ่งเป็นเพลงใหม่ ทำดีเจบ้าง แต่จะโฟกัสที่งานเพลงมากกว่าค่ะ"

จุดเริ่มต้นของงานเพลง 

"เริ่มต้นร้องเพลงจากการเรียนเหมือนเด็กทั่วไป จำได้ว่าตอนประมาณแปดขวบคุณพ่อถามว่าอยากเรียนร้องเพลงไหม เราก็ตอบแบบเด็กๆ ว่าอยาก ก็เรียนมาตั้งแต่ตอนนั้นมาเรื่อยๆ เลย เพลงการ์ตูน เพลงอะไรที่ฮิตๆ ในช่วงนั้นครูเค้าก็จะเอามาให้ร้อง ขึ้นเวทีก็แต่งเป็นตัวการ์ตูนสนุกๆ และหลังจากนั้นก็ค่อยชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ พอถึงวัยที่ต้องเลือกแผนการเรียน ตอนนั้นเราก็ไม่ได้อยากเป็นนักบัญชี นักวิชาการ หรืออะไรอย่างอื่นที่คนอื่นเป็นกัน ก็เลือกที่ความสุขตัวเองเป็นหลักโดยที่ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดหรอกนะว่าจะมาเป็นศิลปิน"

ไม่มีไขว้เขวตามสังคมหรือตามเพื่อนบ้างเลยเหรอว่าอยากจะเรียนด้านอื่น
"จริงๆ ก็มีแอบคิดว่าจะเรียนทางด้านแฟชั่นไม่ก็บริหาร  เพราะที่บ้านทำธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้า ก็ปรึกษากับคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งทั้งสองท่านไม่เคยปิดกั้นความคิดของเราเลย เราก็เลือกตามที่ชอบ ซึ่งอิ้งค์คิดว่าอิ้งค์คิดถูกนะที่เลือกเรียนมาทางด้านนี้ เพราะทุกวันที่ทำงานมันเหมือนว่าไม่ได้ทำงานเลย การขึ้นเวที ร้องเพลง มันเป็นสิ่งที่เราไม่ได้ฝืนตัวเอง"

รู้สึกยังไงกับการที่มีชื่อเสียงตั้งแต่อายุยังน้อย
"อิ้งค์มองว่ามันเป็นเพราะโอกาสด้วย ส่วนด้านภาพยนตร์ มาเริ่มตอนเรียน อิ้งค์เป็นคนที่ไม่ชอบที่จะแค่ไปเรียนแล้วกลับบ้านเฉยๆ มันน่าเบื่อ ก็หากิจกรรมอย่างอื่นทำ ไปแคสติ้งไปทำโน่นทำนี่ จนมีคนมาติดต่อให้ไปแคสเล่นหนังคู่กับพี่โทนี่ พี่คงเดชกำกับ ก็ไป ตอนนั้นคิดว่าไม่ได้แล้วล่ะ แต่เค้าบอกว่าเรามีธรรมชาติบางอย่างเหมือนกับตัวละครในบทก็เลยได้เล่น ส่วนดีเจเราทำงานเพลงก็ได้มีโอกาสได้รู้จักกับ Cat Radio เป็นคลื่นแรกๆ เลย ที่ให้ความสนใจกับเพลงของเรา จนมีช่วงหนึ่งที่พวกพี่ๆ เค้ามาชวนให้ไปเป็นดีเจ เราก็ปฏิเสธแหละว่าเราพูดไม่ได้ ให้คุยกับคนอื่นคุยได้นะ แต่ให้มาพูดคนเดียวจัดรายการเนี่ย พูดไม่ได้จริงๆ มันยากมากเลยนะ จนผ่านมาเกือบสองปี เสียดายโอกาสเลยมาทำ"

จัดการยังไงกับคำว่า “ทำไม่ได้”
"จริงๆ แล้วอิ้งค์เป็นคนชอบฟังเพลงอยู่แล้ว การเป็นดีเจมันเหมือนได้อัพเดทตัวเองว่าต้องหาเพลงดีๆ ใหม่ๆ ฟัง ต้องฟังอย่างตั้งใจเพื่อมาจัดรายการ และต้องทำการบ้านก่อนไปจัดรายการทุกครั้ง ก็ต้องมาฝึกพูด พัฒนาต่อเรื่อยๆ อย่างตอนที่อิ้งค์เล่นหนัง อิ้งค์ก็พึ่งได้รู้จักอีกมุมหนึ่งของตัวเองว่ามันมีด้านนี้ด้วย มันเป็นสิ่งที่เราไม่ได้คิดมาก่อนเลยว่าเราจะทำได้ พอออกมาจริงๆ มันดีกว่าที่คิดไว้เยอะมากเลย เหมือนได้ค้นพบอีกมุมหนึ่งของตัวเอง หลังจากนั้นเราก็บอกกับตัวเองว่า ถ้ามีโอกาสอีก เราจะทดลองดู อาจจะได้พัฒนาตัวเอง ได้เจอตัวเองอีกแบบ"

ก้าวข้ามทุกขีดจำกัด

ในด้านเพลงนี่มันเป็นตัวเราเองเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ จริงอยู่ที่เราต้องพัฒนา ต้องเสริมเติม แก้ปัญหาในแต่ละโชว์ แต่ละด่าน เวลาไปเจอคนนิ่งตอนร้องเพลงที่เค้าเล่นมือถือ เราจะทำยังไงให้เค้าเงยหน้า บิ้วยังไงให้เค้าร้องตามเรา มันต้องผลักดันตัวเองให้พัฒนาตลอด ตอนแรกอิ้งค์กลัวมากเลยนะที่ต้องทำอะไรแบบนี้ เหมือนเรามีกำแพง แต่พอทำได้ หรือดูโชว์คนอื่นแล้วเค้าทำได้สนุก เราก็อยากทำได้บ้าง
อีกด้านหนึ่งของดีเจ อิ้งค์ทำการบ้านทุกครั้งเลยนะก่อนที่จะไปจัดรายการ จดลิสต์เพลงตลอดว่าจะเปิดเพลงอะไร จะพูดเรื่องอะไรบ้าง จะมีสมุดเล่มหนึ่งที่จดเรื่องพวกนี้เอาไว้รวมถึงจดเรื่องที่ไปเจอมาระหว่างสัปดาห์ว่าจะเอามาเล่าในรายการ พี่ๆ ที่ Cat Radio ก็บอกว่านี่แหละที่จะทำให้ดีเจแต่ละคนต่างกัน เราเป็นนักร้อง เราก็เอาเรื่องของนักร้องมาเล่าให้ฟัง เรื่องหนังก็สนุกอีกแบบ ช่วงที่ถ่ายเราเรียนปีสาม เค้าถ่ายที่จันทบุรี เราเรียนจุฬา นั่งรถไปกลับตลอด ถ่ายเสร็จตีสี่เรานั่งรถกลับ เรียนเสร็จเราไปใหม่ เป็นแบบนี้ตลอดและเราห้ามทำให้การเรียนเสียเด็ดขาด อาจารย์ดุมาก (ฮา)  ตอนนั้นพี่โทนี่พี่เดชช่วยเยอะมาก เวิร์คช็อปจนแบบเรารู้ว่าต้องทำอะไร มันมีทั้งเรื่องสนุก และเรื่องเครียด อย่างพวกบทที่ต้องพูดยาวๆ หรือต้องร้องไห้ ก็จะทำไห้คนอื่นเสียเวลามาก แต่เราก็ต้องก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง ต้องทำให้ได้

เป้าหมาย

"อยากช่วยที่บ้านได้ ต้องรับผิดชอบช่วยเหลือที่บ้านกับเรื่องเรียนต่อ แต่ว่าช่วงนี้เราคงต้องโฟกัสกับตรงนี้ก่อนเพราะเราไม่ชอบทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ "

จัดการความรู้สึกตัวเอง

"ไม่เคยยอมแพ้ มันมีทางให้ไปต่อได้เสมอแหละ แค่จะไปยังไงแค่นั้นเอง ส่วนวิธีแก้ปัญหาคือ บ่นค่ะ อิ้งค์เป็นคนขี้บ่นมาก บ่นกับพี่ครีเอทีฟ บ่นกับพ่อแม่ บ่นกับเพื่อน บ่นยับเลยค่ะ (คนในค่ายเพลงพูดเป็นเสียงเดียวกัน ฮา) พอบ่นๆ ให้คนอื่นฟังแล้วเราก็หาย แล้วก็กลับมาสู้ต่อ"

เรื่องที่คนไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับอิ้งค์

"จริงๆ แล้วอิ้งค์ไม่ใช่คนนิ่ง คือเจอครั้งแรกอิ้งค์จะเงียบๆ หน่อย แต่พอไปเรื่อยๆ จะเริ่มเป็นอีกแบบหนึ่ง อิ้งค์เป็นคนต้องใช้ความคุ้นชินถึงจะกล้าเผยความบ้า ความติ๊งต๊องออกมา"

ผลงานที่ภูมิใจที่สุดในช่วงเวลาที่ผ่านมา

"EP อัลบั้มค่ะ เพราะมันเป็นสิ่งที่เป็นของเราแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างเล่นหนังเราก็เล่นหนังของพี่คงเดช มีคนในทีมงานเยอะ เราเป็นแค่ส่วนประกอบเล็กๆ ดีเจก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่ศิลปินที่มี EP อัลบั้มมันเป็นสิ่งที่เราทุ่มเทมาสองปี เราสนุก เรารวมทุกอย่างมาในหนึ่งแผ่น ไม่ว่าอาร์ตเวิร์ค เสื้อผ้า เพลง เรามีส่วนร่วมขึ้นมาเยอะมาก เวลาร้อยเปอร์เซ็นต์ของเรา เราให้มันหมด ที่เหลือถึงเอาไปทำอย่างอื่น มันเลยทำให้เราภูมิใจสุดค่ะ"

Passion ของอิ้งค์

"เรื่องเพลงนี่แหละ มันไม่มีเรื่องอื่นแล้ว ตั้งแต่เรียนจบมาเราทุ่มเทให้กับเรื่องนี้เรื่องเดียวเลยเต็มๆ อยากโชว์ยังไงให้ดีขึ้น อยากจะทำเอ็มวีแบบไหน อิ้งค์หาอินพุตเรื่องนี้เยอะมาก"

ประเมินความสามารถของตัวเองว่าเป็นแบบไหน

“อ่อนด๋อย (ฮา) คือจริงๆ เรารู้ว่าเราพัฒนาขึ้นแต่ว่าเรายังรู้สึกว่ามันยังไม่ถึงจุดเก่ง เมื่อไหร่ที่เราคิดว่าเราเก่งมันจะไม่พัฒนา เราเลยมองตัวเองแบบนี้”

ประสบการณ์ที่สุดในชีวิต

"จริงๆ มันมีสุดในหลายๆ ด้านนะ แต่อันนี้สุดในเรื่องความอดทน คืออิ้งค์ไปทำงานที่เพชรบูรณ์แล้วดันไปทานส้มตำแล้วปวดท้อง ปวดขนาดที่ต้องไปโรงพยาบาลตอนตีสี่ เสร็จแล้ววันต่อมาต้องไปร้องเพลงต่อที่เชียงใหม่ ก็นั่งรถไป ระหว่างร้องเพลงไปก็ปวดท้องไป คือไม่ได้ปวดท้องอึนะ แต่มันปวดปิดๆ ปวดมาก เชียงใหม่เป็นที่ๆ อิ้งค์ชอบมาก แฟนเพลงต้อนรับดีมาก พอเราไปก็เตรียมเพลงโชว์ไว้หกเพลง พี่ที่ค่ายก็บอกให้ตัดเพลงเองเพราะกลัวเราไม่ไหว คือเรามองดูคนที่มาดูเราแบบนี้ เราคิดมากกลัวเค้าผิดหวัง ตอนเล่นจะไม่ไหวแล้ว จะเป็นลม แต่ก็เล่นจนจบนะลงมานี่นั่งร้องไห้เข้าโรงพยาบาลเลยนะ คือเราไม่คิดว่าเราจะอดทนได้ขนาดนั้น"

แรงผลักดันให้ทำตาม Passion

"ที่ทำก็เพราะชอบ แต่สิ่งที่เป็นแรงผลักดันเลยก็คือ อิ้งค์ว่าทุกคนสอนอิ้งค์มาดี การทำงานมันไม่ใช่แค่ตัวเราคนเดียว มันมีทีมงาน มีแฟนเพลง มีหลายๆ ฝ่ายที่ถ้าเราทำไม่ดี มันจะส่งผลต่อคนอื่นๆ ด้วย เราก็ไม่ได้ฝืนตัวเองหรอก แต่แค่เห็นและเข้าใจคนอื่นด้วยว่าเรามีเป้าเดียวกันเลยพยายามทำงานออกมาให้ดีที่สุด"

อยากฝากอะไรถึงคนที่มีความฝัน ให้กล้าทำลายกำแพงขีดจำกัดทำฝันให้เป็นจริง

"อิ้งค์คิดว่าเราทุกคนต้องมีความฝันนะ ไม่งั้นชีวิตมันคงน่าเซ็งมาก อย่างอิ้งค์จะตั้งเป้าตัวเองไว้ตั้งแต่แรกเลยว่าเราต้องการอะไร พ่อสอนมาว่าถ้าเรามีเป้าอย่างเดียว แล้วเรามุ่งไป เราจะลดระยะทางและการเสียเวลาออกไปได้มาก ดีกว่าเราคลำทางไปเรื่อยๆ แล้วไม่เจอสักที อิ้งค์ก็เชื่อแบบนั้นมาตลอด อิ้งค์ว่าใครที่คิดว่าตัวเองไม่มีความฝัน ให้เริ่มจากดูว่าตัวเองชอบอะไร บางคนอาจชอบเล่นเกมก็ได้นะ วาดรูป กิน อะไรก็ได้นะ ที่เป็น Passion ส่วนตัว แล้วค่อยมาค้นหาว่ามันทำอะไรได้บ้าง อย่างบางคนที่ชอบเล่นเกม อิ้งค์เห็นคนที่เล่นเกมแล้วได้เงินเดือนเป็นล้านตั้งหลายคน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักธุรกิจเท่านั้น หรือเป็นนักวิชาการเท่านั้น มันมีตั้งหลายช่องทาง อย่าให้อะไรมาเป็นข้อจำกัดตัวเอง อันนี้อิ้งค์เห็นได้จากคุณพ่ออิ้งค์ เค้าอายุห้าสิบกว่าแล้วนะ แต่เค้ายังไปเรียนธุรกิจ ไปเรียนภาษาไปอบรมอะไรเยอะแยะเค้าไม่เห็นอาย หรือเอาอะไรมาเป็นข้อจำกัดเลย"

               สิ่งที่อิ้งค์เล่าในวันนี้ทำให้เรารู้ว่า ทุกอย่างเริ่มที่ความชอบกลายเป็นความฝัน และต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ ใช้ความอดทนต่อกาลเวลาอันยาวนาน ใช้ความขยันในการฝึกฝนเรียนรู้ และที่สำคัญ ใช้ความกล้า ในการก้าวข้ามขีดจำกัด หากว่ามีความฝันจงอย่ากลัวที่จะทำมัน และอย่าท้อถอยเพราะอุปสรรคตรงหน้า แต่จงใช้สติปัญญาและทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อก้าวข้ามมันไปให้ได้นะครับ จากที่ผมเคยชื่นชอบเธอที่หน้าตาที่ดูน่ารักสดใส บุคลิกนุ่มนิ่มหวานๆ สเป็คชายไทย แต่หลังจากคุยกับเธอแล้ว ผมยิ่งชื่นชอบและชื่นชมในทัศนคติ การใช้ชีวิต และทึ่งในความกล้า ความสามารถรอบด้านของเธอ ถ้าถามผมว่าไอดอลควรเป็นแบบไหน ผมว่าแบบอิ้งค์นี่แหละที่เหมาะกับคำว่าไอดอลจริงๆ ครับ

ลงทะเบียนรับจดหมายข่าว

ติดตามทุกข่าวคราวความเคลื่อนไหวของเราง่ายๆ แค่กรอกชื่อและอีเมล์

การคลิก "ลงทะเบียน" แสดงว่าคุณยินยอมตามข้อกำหนดของเราและได้อ่านนโยบายข้อมูลของเราแล้ว

FWD MAX

FWD MAX