ตะลุยซีบูใต้ ขอหนีไปทำอะไรที่ไม่ธรรมดา

"Escape The Ordinary" วลีนี้น่าจะเป็นคำนิยามได้ดี สำหรับการเดินทางไปซีบู ประเทศฟิลิปปินส์ของผมในครั้งนี้ กับลิสต์กิจกรรมมากมายที่ตั้งใจจะไปลุย เช่น ดำน้ำ กระโดดหน้าผา ดูปลาฉลามวาฬ  แถมยังได้ไปเจอกิจกรรมผจญภัยบางอย่างที่อยู่นอกแพลน ซึ่งผมก็พร้อมที่จะลอง

หลายคนอาจมองว่าการผจญภัยมันเป็นเรื่องอันตราย ทำไมต้องทำ... งั้นลองคิดดูครับว่า การขับรถไปทำงาน การเดินข้ามถนน หรือแม้แต่การใช้ชีวิตแบบเดิมเป็นประจำทุกวันของเรา มันปลอดภัยแล้วจริงเหรอ?? ...ถ้าคำตอบคือ “ไม่” แล้วเราจะกลัวทำไมจริงไหม? รีบเคลียร์งานให้เสร็จแล้วจัดกระเป๋าตามผมมาเที่ยวซีบูกันเลยครับ

Let’s adventure in CEBU

- การเดินทางไปเกาะซีบูไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ เราเลือกเดินทางได้ทั้งแบบบินตรงและไปต่อเครื่องที่กรุงมะนิลา หากเลือกเดินทางบินตรงจาก กรุงเทพฯ - เกาะซีบู ใช้เวลาแค่เพียง 3 ชั่วโมงครึ่ง ประหยัดเวลามากกว่าการไปต่อเครื่อง แต่ราคาสูงกว่าครับ ส่วนการเข้าประเทศฟิลิปปินส์นั้นไม่ต้องทำวีซ่า พกไปแค่พาสปอร์ตเท่านั้น สามารถอยู่ในเมืองเซบูได้ 30 วัน

- เวลาของประเทศฟิลิปปินส์เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง

- ฟิลิปปินส์ใช้สกุลเงินเปโซ PHP ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยน 1 PHP เท่ากับ 0.6 - 0.7 บาท (แล้วแต่ช่วงเวลาที่เราแลก) ถ้า 100 PHP ก็จะอยู่ที่ประมาณ 60 - 70 บาท

- ไม่ต้องห่วงเรื่องการสื่อสารเลย คนฟิลิปปินส์พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักครับ

- มีซิมการ์ดขายที่สนามบิน มีอยู่ 2 ยี่ห้อ คือ Globe และ Smart ราคาอยู่ที่ 300 PHP - 400 PHP ครับ

- มาเมืองที่มีกิจกรรมผจญภัยเยอะขนาดนี้ ถามว่าผมกลัวมั้ย ตอบเลยว่าก็มีบ้างครับ 555 แต่ว่าผมไม่หวั่น เพราะทำประกันชีวิตและประกันอุบัติเหตุเอาไว้ด้วยเป็นคนรักการผจญภัยแบบนี้ ผมเลือกประกันชีวิตและประกันคนกล้าเอ็กซ์ตร้าไม่ลืมที่จะทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพเพื่อความอุ่นใจ ผมเลือกประกันคนกล้าเอ็กซ์ตร้าของเอฟดับบลิวดี ไม่ว่าจะผจญภัยยังไงก็มั่นใจว่ามีคนดูแลทริปไหนก็ไปเที่ยวได้อย่างไร้กังวล โดยเฉพาะทริปโหดๆ หินๆ แบบนี้ ผมนี่สบายใจเลย 55 เพื่อนๆ คนไหนสนใจลองดูรายละเอียดได้ จ่ายไม่แพง แต่คุ้มครองคุ้มมากจริงๆ ครับ https://bit.ly/2LmAWj7


หลังจากที่เครื่องบินลงจอด ผ่านตม.มา เรียบร้อยแล้ว ผมไปขึ้นแท็กซี่เพื่อเดินทางไปยังเมือง Oslob จุดสตาร์ทของทริปเลยครับ ขอบอกเลยว่า...ผมได้ผจญภัยใจเต้นแรงสมใจอยากตั้งแต่อยู่บนรถ เพราะตั้งแต่ที่หลุดออกจากตัวเมือง พี่คนขับก็สวนวิญญาณนักแข่ง ข้อดีคือถึงเร็วและได้นั่งมองวิวตลอดทางเพราะหลับไม่ลงเลย ซึ่งถนนของที่นี่จะเป็นเส้นวนรอบเกาะ เลียบชายหาดบ้าง ผ่านบ้านผู้คนบ้าง วิวสวยดี แต่ที่เจอเยอะสุดระหว่างทางคือโบสถ์ครับ ซึ่งที่นี่มีโบสถ์เยอะแบบนี้เพราะว่าเมืองซีบู เคยเป็นเมืองขึ้นของสเปนและได้เผยแผ่ศาสนาคริสต์ไว้ด้วยครับ

เมือง Oslob เป็นเมืองที่คนทั่วโลกเดินทางมาเพื่อดูปลาฉลามวาฬ ทำให้ที่นี่คึกคักไปด้วยผู้คน จุดตรงนี้เลยหาร้านอาหารและที่พักได้ง่าย ซึ่งคืนนี้ผมเลือกพักที่เมืองนี้แหละครับ 

เย็นวันแรกผมอยากไปชมพระอาทิตย์ตก ไม่รู้มีใครคิดเหมือนกันไหม แต่พระอาทิตย์เป็นสิ่งเดียวที่สวยงามทั้งตอนมาและตอนจากลา เป็นสิ่งที่คนทั้งโลกมองเห็นเหมือนกัน หากต่างแค่สถานที่และเวลา เพราะอย่างนี้ไปเที่ยวในประเทศไหนก็อยากไปชมพระอาทิตย์สวยๆ ท่ามกลางบรรยากาศของเมืองนั้นครับ แต่เมือง Oslob เป็นเมืองที่อยู่ทางทิศตะวันออก เจ้าหน้าที่ที่พักบอกว่า "ยูอยากดูพระอาทิตย์ตก ยูต้องเปลี่ยนเมืองไปทางตะวันตก หรือไม่ยูก็ไปปีนเขาที่ Osmena Peak" พอได้ยินปีนเขาเท่านั้นแหละครับ ไฟผจญภัยของผมก็ลุกโชน ผมรีบตกลงจ้างแท็กซี่จากที่พักไปที่นั่นทันที

เหยียบจุดสูงสุดของซีบูที่ Osmena Peak

ระหว่างทางคนขับรถบอกว่า Osmena Peak คือภูเขาที่สูงสุดในซีบูครับ ซึ่งรถที่นั่งไปส่งเราได้แค่ตีนเขาเท่านั้นครับ จากนั้นเราต้องเดินขึ้นเขาต่อไปเอง จากตีนเขา เราต้องเดินขึ้นไประยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ก่อนขึ้นไปมีไม้ค้ำให้เช่าและแน่นอนว่าต้องมีไกด์นำทางครับ แต่ยังไม่ทันได้เดินขึ้น ฟ้าก็ครึ้มทำท่าเหมือนจะตกมาเลย อยู่บนยอดเขาแบบนี้อากาศแปรปรวน นึกจะตกก็ตก 

ระหว่างทางก่อนจะไปถึงยอดเขาวิวสวยมากและมีร้านขายน้ำ ขนม ลูกอมครับ ไม่ต้องซื้อน้ำมาจากด้านล่างก็ได้ จากตีนเขาขึ้นมาถึงข้างบนไม่ได้เดินยากมากนัก แต่ก็แอบหอบอยู่บ้างครับ ยังไม่ถึงยอดเขาฝนก็เริ่มเทลงมา ทำให้ทางเดินค่อยข้างลื่น ต้องเดินอย่างระมัดระวัง ไปถึงบนยอดเขาไม่มีที่ให้หลบฝน จะเปียกก็ปล่อยให้เปียกไป มาเที่ยวทั้งทีจะเที่ยวแบบสบายๆ อย่างเดียว คงไม่สนุกครับ


ไม่นานฝนก็หยุดตก ฟ้าเปิดทันช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกพอดี มองเห็นเป็นเนินเขาหลายๆ ลูกซ้อนกัน มีผืนน้ำและผืนฟ้าเป็นแบคกราวด์ สวยงามจับใจ อีกอย่างบนยอดเขาสามารถมองเห็นทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก  ดีนะที่ผมไม่หันหลังกลับตั้งแต่ตอนที่ฝนตก เพราะการเดินไปถึงยอดเขา ไม่ว่ามันจะสูงแค่ไหน แต่การไปถึงคือการได้เอาชนะใจตัวเองแล้วครับ


ไปดูฉลามวาฬที่ Oslob

วันถัดมาเราตื่นแต่เช้า เพราะเรามีแพลนจะไปว่ายน้ำกับปลาฉลามวาฬ ผมก็สงสัยว่าอยู่ดีๆ จะมีปลาฉลามวาฬมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง จนได้ฟังความเป็นมาจากเจ้าของที่พักครับว่าทะเลตรงนี้เป็นบ้านของปลาฉลามวาฬ พวกมันวนเวียนเข้ามากินอาหารจากชาวประมงมานานแล้ว หลังจากนั้นทางรัฐบาลได้มีแนวคิดให้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของ Oslob เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้ และอย่างที่เห็นครับ มีคนจากทั่วมุมโลกเดินทางมาที่นี่เพื่อมาว่ายน้ำกับปลาฉลามวาฬ จนกลายเป็นไฮไลท์หนึ่งของซีบูเลยครับ
ทุกครั้งก่อนนักท่องเที่ยวจะลงเรือไปดูปลา เจ้าหน้าที่จะแจ้งกฎแก่เรา ห้ามเข้าใกล้ ห้ามสัมผัสตัวปลา ว่ายเข้าหาจากทางด้านหลัง ห้ามใช้แฟลชถ่ายภาพปลา และกฎข้อห้ามอีกหลายๆ ข้อ ซึ่งเราต้องปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัดครับ เพื่อความปลอดภัยทั้งคนและปลาฉลามวาฬ

จริงอยู่ที่การให้อาหารปลาฉลามวาฬ การเปิดให้มนุษย์เข้าใกล้ยักษ์ใหญ่แห่งท้องทะเลเป็นเรื่องที่ยอมรับยากและเป็นข้อถกเถียงกันในหมู่คนไทย ...แต่สำหรับที่นั่นเราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เราไม่เห็นด้วย แต่สำหรับคนที่นั่นไม่ได้เป็นเรื่องที่แปลกเลยครับ

กลับกัน...ฉลามวาฬเป็นเหมือนหน้าปกหนังสือที่เชิญชวนให้คนเดินทางมายังท้องทะเลซีบู ทุกๆ วัน นักท่องเที่ยวหลายร้อยคนลงเรือไปชม ไปว่ายน้ำ ถ่ายรูปและแยกย้ายกันกลับก่อนเที่ยงทั้งคนทั้งปลา จนผมที่อยู่ในบรรยากาศและสถานการณ์นั้น มองมันเป็นแค่วิถีชีวิตอีกแบบหนึ่งที่อาจไม่แตกต่างกับบ้านเรา ทำไมน่ะเหรอครับ? บ้านเรายังมีช้างเตะบอล มีให้อาหารเหยี่ยวแดงได้เลย


เราไม่ต้องตัดสินทุกอย่างว่าถูกหรือผิดก็ได้ครับ เพราะบางครั้งสิ่งที่เราเห็นมันเป็นวิถีของคนแต่ละพื้นที่ เราคงไม่สามารถตัดสินจากการไปเที่ยวแค่เพียงไม่กี่วันได้  


เที่ยงวันได้เวลาเดินทางไปต่อ ผมย้ายเมืองไปยังเมือง Moalboal เพื่อไปดูปลาซาร์ดีนและเต่าทะเล และเมืองนี้ยังอยู่ใกล้กับ Canyoneering กิจกรรมผาดโผนกระโดดน้ำตกสูงด้วยครับ ซึ่งจริงๆ แล้ว ใครพักที่ Oslob ก็ไปเที่ยว Canyoneering ได้นะ หลังจากออกจากเมือง Oslob ได้ไม่ไกลนัก พี่คนขับรถถามว่าไม่ลองเที่ยวน้ำตกสักที่ของเมืองเหรอ มีอยู่ที่หนึ่งสวยมากเลยนะ ชื่อว่า Dau Falls  ซึ่งพี่เขาโม้ว่ามันสวยที่สุดเลยครับ แน่นอนว่าผมไม่ปฏิเสธ

 บุกป่าฝ่าน้ำ ตามล่าน้ำตก Dau Falls

หลังจากตกลง เขาก็จัดแจงจ้างมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้เสร็จสรรพ บอกว่ารถเขาไม่สามารถพาเข้าไปได้ จะรออยู่ด้านหน้าแทน มอเตอร์ไซค์พาเรามาถึงหน้าที่ซื้อตั๋ว ซึ่งการเข้าน้ำตกเราต้องจ่ายค่าเข้าคนละ 60 PHP (ประมาณ 36 บาท) ในการเดินเข้าน้ำตกเราต้องมีไกด์ไปด้วย 1 คนนะครับ ไม่งั้นเราอาจจะหลง ส่วนค่าไกด์แล้วแต่เราจะให้เลยครับ


น้ำตก "Dau Falls" เป็นน้ำตกที่อาจไม่ค่อยคุ้นหูเพื่อนๆ นัก เพราะแทบไม่มีรีวิวของคนไทย และผมเองก็ไม่รู้จักด้วย จินตนาการผมคิดไปเพียงว่านั่งมอเตอร์ไซค์ไปก็คงถึงน้ำตกเลย แต่มันไม่เหมือนกับที่ผมจินตนาการไว้ครับ เพราะกว่าจะไปถึงน้ำตกนี้ต้องลุยน้ำสูงประมาณเอวเข้าไปครับ ซึ่งบนตัวผมไม่มีอะไรพร้อมจะลุยน้ำเข้าไปเลย ร้องเท้าผ้าใบ กางเกงยีนส์ แต่มาถึงขนาดนี้แล้วเป็นไงเป็นกันครับ เราต้องลุยให้สุด อยากรู้เหมือนกันที่พี่คนขับบอกว่าสวยมันจะสวยขนาดไหน


กว่าจะถึงน้ำตกเราใช้เวลาในการเดิน 30 – 45 นาที เดินบนบกบ้าง ลุยน้ำบ้าง แต่ ระหว่างทางก็สวย เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ น้ำสีฟ้าใสแจ๋ว นึกดีใจครับที่ผมไม่ถอดใจ เพราะชุดไม่พร้อมซะก่อน

แอบคิดว่ามันจะสวยตามคำที่พี่คนขับรถบอกเราหรือไม่ เพราะ ระหว่างทางแทบไม่มีใครมาเดินกับเราเลย ถ้าสวยน่าจะมีคนมาเยอะ แต่พอถึงสุดทางเจอน้ำตกยิ่งใหญ่ตระการตา ...นับว่าคุ้มค่าสำหรับการตัดสินใจเดินลุยน้ำมาอย่างทุลักทุเลเลยครับ ตรงหน้าผมเป็นหน้าผาสูงชัน โอบล้อมตัวผมอยู่ มีน้ำไหลลงจากหน้าผา ด้านล่างเป็นแอ่งสีฟ้าน้ำใสแจ๋ว ไม่มีคนพลุกพล่าน เงียบสงบเหมือนป่า และน้ำใสๆ นั่น เป็นของผมเลยครับ

แล้วเราก็มาถึง Moalboal อีกเมืองน่าเที่ยวของเกาะซีบู จาก Oslob เราใช้เวลาประมาณ 2.30 ชั่วโมง บรรยากาศเมืองนี้ค่อนข้างคึกคักเลยทีเดียวครับ

ในซีบูเราจะเห็นรถโดยสารท้องถิ่นที่มีลักษณะเป็นมอไซค์พวงข้าง คล้ายๆ กับรถซาเล้งบ้านเรา แต่บ้านเขามีที่นั่งและหลังคา แนะนำว่าใครไปให้ถามราคาให้ชัดเจนและควรต่อรองราคาครับ


เรื่องอาหารการกินที่ซีบู ผมว่ารสชาติไม่น่าเป็นปัญหากับคนไทยครับ ทานง่ายคล้ายๆ กับอาหารไทย อย่างเช่นมะระผัดไข่ ปลาต้ม ผัดหมู หมูทอด ไก่ชุปแป้งทอด ใครกินยากหน่อยก็มีอาหารฟาสฟู้ด หรือร้านขนมปังให้ด้วยครับ ใน Moalboal มีกิจกรรมให้เลือกทำเยอะเลยครับ อีกหนึ่งกิจกรรมพลาดไม่ได้เลย   เจ้าหน้าที่แนะนำให้เราไปดำน้ำดูฝูงปลาซาร์ดีนและเต่าทะเล จริงๆ แล้วผมคิดว่าการไปดูปลาซาร์ดีนและเต่าทะเล เราคงมีโอกาสเจอ 0% หรือ 100% เท่านั้น ไม่มีตรงกลางเลย คิดว่าคงต้องเสี่ยงไปดำน้ำรอดาราปรากฎตัว …แต่เจ้าหน้าที่คอนเฟิร์ม "ทะเลบ้านไอ ยังไงยูก็เจอ 100% มั่นใจได้เลย" ผมเลยเอาก็เอาวะ! พี่แกมั่นใจขนาดนั้น ลองกันดูสักตั้ง !

ดำดูซาร์ดีน แวะถิ่นเต่าทะเลที่  Moalboal

ลงเรือจ่ายค่าออกทะเลกันคนละ 100 PHP  ซึ่งเรือที่เรานั่งเรียกว่าเรือบังก้า เป็นเรือที่เราเห็นได้ทั่วไปในเกาะซีบูเลยครับ ตัวเรือเรียวยาว ท้องแหลม คล้ายตัว V มีขายื่นออกมาจากด้านข้างเพื่อ ช่วยประคองตัวเรือ

ตอนแรกจินตนาการว่าเราจะแล่นเรือออกไปดูปลาซาร์ดีนและเต่าทะเล แต่เรือกลับ มาจอดอยู่หน้าร้านอาหารไม่ไกลจากฝั่ง รอบๆ มีเรืออีกหลายลำจอดอยู่ใกล้กัน ไกด์ประจำเรือบอกเราว่า "นี่แหละ จุดที่มีฝูงปลาซาดีนส์อยู่ ยูดำน้ำข้างๆ เรือได้เลย" ห๊ะ ! มันอยู่ใกล้ฝั่งขนาดนี้เลยเหรอ?


แต่พอชะโงกหน้าลงไปเท่านั้นแหละครับ น้ำใสแจ๋ว มองเห็นปลาตั้งแต่บนเรือ กระโดดลงไปแบบไม่ต้องลุ้นเจอแน่นอนอย่างที่ไกด์ว่าจริงๆ ครับ เป็นฝูง เยอะมากกกกกกก...ว่ายวนอยู่แถวนั้นไม่ไปไหนเลยครับ


ไม่มาดูแค่ปลาซาดีนส์ แต่มาดูเต่าทะเลกันด้วยครับ ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันเลย... ว่ายน้ำถัดไปอีกนิดเดียวเท่านั้น สังเกตง๊ายยยยยย ง่ายยยยตรงไหนนักท่องเที่ยวมุงเยอะๆ นั่นแหละ เต่าทะเล ! เต่าไซส์บิ๊กที่ว่ายไปเล็มหญ้าทะเลไป บางทีก็หันมาเก๊กท่าใส่กล้องนักท่องเที่ยวบ้างแบบไม่กลัวคนเลย อยากถ่ายเหรอ...ถ่ายเลย อยากว่ายน้ำด้วยเหรอ...ว่ายเลย สุดยอดดดดดด...ทุกอย่างง่ายดายสำหรับทะเลซีบู อยู่เมืองไทยแค่ได้เจอเต่าทะเลก็ดีใจสุดๆ แล้ว  แต่ที่นี่ว่ายน้ำด้วยได้ หรือแม้แต่นั่งเรือก็มีเต่าโผล่มาให้เห็นตลอดทาง


ยามเย็นในเมือง Moalboal สนุกครึกครื้นและมีชีวิตชีวาที่สุด ที่ถูกใจทั้งนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นต้องยกให้ซุ้มเกมเสี่ยงโชคครับ...ส่วนวิธีการเล่นบอกเลยว่ามีหลากหลายและครีเอทสุดๆ  


ผมว่าเสน่ห์ของเกมเสี่ยงโชคก็คือความเสี่ยงนี่แหละครับ เราไม่รู้ว่ามันจะออกอะไร จะโชคดีหรือโชคร้ายไม่มีใครบอกได้


ทิ้งตัวลงแม่น้ำ กับกิจกรรม Canyoneering

เช้าวันถัดมา ถึงเวลาที่ Canyoneering ผมรอคอยแล้วครับ สำหรับวันนี้ผมตื่นตั้งแต่เช้า เพื่อนั่งรถห่างออกไปจากตัวเมือง Moalboal ประมาณ 20 กิโลเมตร เราไปแต่งตัวสวมหมวกกันน็อคและเสื้อชูชีพ ซึ่งทุกคนที่ไป Canyoneering ต้องใส่อย่างนั้นทุกคนครับ รวมถึงไกด์ที่ไปกับเราก็ต้องใส่ หลังจากแต่งตัวเสร็จแล้ว เราไปนั่งมอเตอร์ไซค์ไปที่ปากทางเข้ากันครับ ไปถึงแล้วมีเจ้าหน้าที่แนะนำวิธีการกระโดดให้ปลอดภัย ระยะเวลาในการเดินลุย จำนวนจุดต้องกระโดด จากนั้นเดินไต่เขาไปอีกประมาณ 30 นาที เพื่อไปกระโดดน้ำกัน ซึ่งการกระโดดน้ำตกเราต้องกระโดดหลายจุดเลย แต่จุดวัดใจจริงๆ มีอยู่ 3 จุดครับ การเดินทางทั้งหมดจนกว่าจะจบใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงเลยทีเดียวครับ 

เดินมาถึงจุดเริ่มต้น ก็รู้สึกได้ว่าเรากำลังเข้าใกล้ความสนุกแล้วครับ...เราลุยลงไปน้ำตกจนไปถึง จุดแรกบอกเลยว่าแค่เริ่มต้นก็เรียกอะดรีนาลีนได้แล้ว จุดนี้เราต้องนั่งหงายหลังลงน้ำ... หัวใจเต้นรัวเลย ขนาดยังไม่ถึงจุดที่สูงที่สุดนะครับ


มาถึงจุดที่ 2 จุดนี้พีค...ขึ้นอีก เป็นสไลด์เดอร์ครับ ไม่ใช่ห้อยขาเหมือนเด็กเล่นนะครับ แต่เราต้องนอนห้อยหัวไหลลงมา สูงกว่าจุดแรกอีกครับ


ไม่ไกลจากจุดสไลด์เดอร์ มีหน้าผาให้คนใจกล้ามากระโดดเล่นครับ จุดนี้สูงประมาณ 6 เมตร …ใครไม่กระโดดก็ได้ แต่ผมไม่พลาดครับ จังหวะที่เราลังเลว่าจะกระโดดหรือไม่กระโดดนี่แหละครับ คือความตื่นเต้น


ผมกระโดดสลับกับเดินลุยน้ำ ไต่หินมาสักระยะ จนมาถึงจุดพีคที่ 3 จุดนี้มีร้านขายไก่ย่าง น้ำ กล้วย เหมือนรู้เลยว่าทุกคนที่มาถึงจุดนี้เหนื่อนและหิว แวะทานกันก่อนเลย ถือว่าพักทำใจ เพราะจุดนี้เราต้องกระโดดผาสูงกันถึง 8 เมตรเลยครับ


จุดนี้จุดวัดใจเลยครับ ด้วยความสูงถึง 8 เมตร และต้องกระโดดลงไปในลำธารแคบๆ มองลงไปจากหน้าผาแล้วเหมือนเราจะกระโดดไม่พ้นเลย แต่จุดนี้หันหลังกลับไม่ได้แล้วครับ อยากไปต่อต้องเลือกกระโดดลงเท่านั้น  

หลังจากนั้นเราก็ลอยตัวไปเรื่อยๆ เราห่างจากจุดเริ่มต้นมาไกลมากแล้ว คิดว่าคงใกล้ถึงทางออก แต่ไกด์บอกว่า...เพิ่งได้ครึ่งทางเอง เราต้องเดินไปอีก 45 นาที ทั้งลุยน้ำ และเดินในป่า ระหว่างทางที่เดินฝนก็กระหนำลงมาทำให้ทางเดินลื่นกว่าเดิม เราเลยใช้เวลานานกว่าปกติ แต่มันกลับทำให้ผมรู้สึกสนุกยิ่งเข้าไปอีกครับ จนไปถึงจุดที่พีคที่สุดของ Canyoneering จุดนี้เราต้องกระโดดลงน้ำตก ความสูง 12 เมตรครับ จุดนี้เป็นจุดที่ไม่จำเป็นต้องกระโดดทุกคน แต่ตั้งใจมาถึงที่นี่ทั้งทีต้องกระโดดวัดใจกันไปเลยครับ ความสูงแบบนี้บอกเลยว่าต่อให้ใครไม่กลัวความสูงก็ต้องแอบเสียวไส้ขาสั่นกันบ้าง 

ตอนยืนอยู่บนริมหน้าผาเป็นช่วงเวลาที่น่ากลัวสุดๆ แต่ถ้าเราไม่ก้าวออกไป เราต้องอยู่กับความกลัวนี้ สิ้นสุดเสียงไกด์ที่ตะโกนมาว่า One Step ผมก็กระโดดก้าวขาออกมาจากหน้าผา มันเหมือนเราก้าวข้ามความกลัวไปสู่ความกล้า และผมได้ค้นพบว่าระหว่างความกลัวและความกล้ามันห่างกันแค่ก้าวเดียวเท่านั้น วินาทีที่ผมมาถึงพื้นน้ำมันรู้สึกว่าผมได้เอาชนะความกลัวของตัวเองได้แล้ว

ล่องเรือชมป่าชายเลนที่แม่น้ำ Bojo

หลังจากที่เราผจญภัยกันมาตลอดทั้งทริป วันสุดท้ายก่อนจะเดินทางไปสนามบิน ผมยังมีเวลาเหลือเลยเลือกไปสัมผัสธรรมชาติกันที่ Bojo River สถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ได้รับรางวัล Best Community-based Tourism Initiative in Asia-Pacific จาก UN  Tourism INsPIRE ครับ




ที่นี่เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติโดยการนั่งเรือล่องแม่น้ำไปเรื่อยๆ ระยะทางประมาณ 1.4 กิโลเมตร สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าโกงกางจนไปถึงปากน้ำ เป็นการปิดท้ายทริปซีบูครั้งนี้อย่างสวยงามครับ


จากการท่องเที่ยวเกาะซีบูครั้งนี้ ผมว่ามันคุ้มค่าที่จะหนีออกจากชีวิตเดิมๆ เป็นการออกเดินทางเพื่อเติมเต็มชีวิต ผมมาเที่ยวใช้แรงกาย แต่กลับได้พลังกลับมา ปิดโลกใบเก่าของตัวเองทิ้งไว้ แล้วมาเปิดโลกใบใหม่ที่ผมไม่เคยเห็น มาทำความรู้จักกับตัวเองอีกครั้ง และสุดท้ายผมได้ออกจากที่เดิมๆ เติมส่วนที่ผมต้องการจนเต็ม เพื่อนๆ เองก็ต้องหาโอกาสมาทำอะไรในสิ่งที่ไม่เคยทำ อยู่ในที่ที่ไม่เคยอยู่กันสักครั้ง บางครั้งการหนีบางสิ่งเพื่อพบเจออีกหลายสิ่งก็คุ้มค่าครับ


ลงทะเบียนรับจดหมายข่าว

ติดตามทุกข่าวคราวความเคลื่อนไหวของเราง่ายๆ แค่กรอกชื่อและอีเมล์

การคลิก "ลงทะเบียน" แสดงว่าคุณยินยอมตามข้อกำหนดของเราและได้อ่านนโยบายข้อมูลของเราแล้ว

FWD MAX

FWD MAX