ไปเชียงราย ให้ ‘ถึง’ เชียงราย แล้วจะรู้ว่า...ที่นี่มีดีกว่าที่ได้ยินมา

เคยได้ยินประโยคสุดเท่ที่เหล่านักเดินทางชอบพูดว่า โลกนี้คือดินแดนที่ ไม่มีใครรู้จักมันได้จากการ 'บอกเล่า' แต่คนเราจะต้อง 'ท่องเที่ยว' ไปเพื่อทำความรู้จักกับมันด้วยตัวเอง กันบ้างไหมครับ?

ผมว่ามันเป็นประโยคที่คลาสสิค ...และบอกเล่าคุณค่าของการเดินทางได้เป็นอย่างดี แม้ในยุคนี้จะเป็นยุคสมัยที่เราสามารถเรียนรู้ทุกอย่างได้ง่ายดายเพียงแค่เข้าสู่โลกของอินเตอร์เน็ต ...แต่แค่เพียงดูและอ่านจากคนอื่นๆ มันไม่เพียงพอหรอกครับ

ผมว่าการออกเดินทางไปสัมผัส ออกไปหาคำตอบด้วยตัวเองคือวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการทำความรู้จักกับโลกใบนี้ อย่างทริปนี้ผมออกเดินทางไปยัง “เชียงราย” จังหวัดเหนือสุดในสยาม เพื่อไปทำความรู้จักกับหลายสิ่งที่เคยเห็นและเคยฟัง ไปศึกษาตามหลักสูตรที่ผมเป็นคนคิดขึ้นมาเอง จนผมพูดได้เต็มปากเลยว่าหลงรักเชียงราย จนอยากจะซื้อที่ดิน ย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่ที่นั่นซะเลย 

และบางครั้งเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด ในช่วงจังหวะที่ร่างกายไม่พร้อม แต่ตั๋วพร้อม ทุกอย่างพร้อม มันก็อาจจะป่วยกลับมาได้ ผมสร้างความมั่นใจในทุกก้าวด้วย “ประกันชีวิต” ซึ่งขอบอกเลยว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด! และถ้าไม่อยากวุ่นวายใจเรื่องค่ารักษาพยาบาลละก็ มีประกัน Super CARE ของเอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต ไว้ ก็ทำให้สบายใจหายห่วง (http://bit.ly/2FAz2x4) เพราะว่าจะไปเที่ยวที่ไหน จังหวัดไหน ทำกิจกรรมอะไร ก็สบายใจเรื่องเคลมที่ไม่ยุ่งยาก

พระขี่ม้าบิณฑบาต ‘วัดถ้ำป่าอาชาทอง’

“วัดถ้ำป่าอาชาทอง” หากบอกแค่ชื่ออาจจะไม่คุ้นกัน แต่ถ้าบอกว่าเป็นวัดที่มีพระขี่ม้าบิณฑบาตน่าจะเคยได้ยินกันมาบ้าง วัดพระขี่ม้าแห่งนี้คือสถานที่ที่ผมตั้งใจมานานว่าต้องมาเห็นกับตาตัวเองสักครั้งให้ได้ พอมีโอกาสมาเที่ยวเชียงรายครั้งนี้ ผมเลยเลือกเดินทางมายังอำเภอแม่จัน มุ่งหน้ามายังที่วัดถ้ำป่าอาชาทองทันทีที่เท้าสัมผัสเมืองเชียงราย
นับว่าเป็นการตัดสินใจเริ่มต้นทริปที่ถูกต้องทีเดียวครับ เพราะวันที่ผมไปถึงทางวัดกำลังจัดบายศรีสู่ขวัญให้กับเหล่าสัตว์ ม้า วัว ควาย มีชาวบ้านมาร่วมตักบาตรทำบุญ และได้เจอพระครูบาเหนือชัย โฆสิโต เจ้าอาวาสวัดถ้ำป่าอาชาทองกำลังนั่งคุยอยู่กับชาวบ้าน ผมเลยได้โอกาสถามคำถามที่สงสัยมานานว่าทำไมพระที่นี่ถึงต้องขี่ม้า พระครูบาเล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนท่านเดินบิณฑบาตระยะทางไกลมาก บางวันได้ฉันบ้าง บางวันก็ไม่ได้ฉัน ชาวบ้านจึงนำม้ามาถวายให้ท่านใช้เป็นพาหนะ ท่านตั้งชื่อให้ว่า ‘อาชาทอง’ และได้ใช้ชื่อนี้เป็นชื่อวัดด้วย
ส่วนการใส่บาตร วันนี้พระครูบาเลยไม่ได้ออกไปบิณฑบาตตามบ้านเรือนของชาวบ้าน เนื่องจากวัดจัดงานบายศรีสู่ขวัญ ชาวบ้านถือปิ่นโตมาที่วัดแทน เวลาใส่บาตรพระครูบาและพระรูปอื่นๆ ก็ขี่ม้าเรียงแถวให้ญาติโยมใส่บาตรกัน

หากใครเป็นนักท่องเที่ยวกังวลว่าจะจัดเตรียมอาหารคาวมาใส่บาตรลำบาก ก็สามารถนำข้าวสาร ขนม อาหารแห้งไปใส่แทนได้ โดยอาหารแห้งที่รับบิณฑบาตมาพระครูบาจะนำเอาไปแจกจ่ายให้กับชาวเขาที่ยากจนครับ

จิบชาบนดอยแม่สลอง ที่ ‘ไร่ชา 101’

จากวัดถ้ำป่าอาชาทอง ผมเดินทางไปอำเภอแม่ฟ้าหลวง ลองไปเป็นชาวเขาแบกตะกร้าเก็บยอดชาที่ “ไร่ชา 101” ไร่ชาท่ามกลางขุนเขา มองไปทางไหนก็เจอแต่ต้นไม้สีเขียวขจี
ใครมาที่นี่ต้องมาถ่ายรูปกับไร่ชา และผมเองก็ไม่พลาด ลองใส่ชุดแบบชาวเขา สะพายตะกร้าลงไปทำท่าเก็บยอดชาดู โดยทางไร่มีตะกร้าและชุดให้เช่าแบบครบเซ็ต พอมาลองยืนถ่ายรูปเก็บชาพวกนี้แล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่าก่อนจะเป็นที่ท่องเที่ยวแบบนี้ แนวคิดการปลูกชานั้นเริ่มต้นมาจากที่ไหน
หลังจากถ่ายรูปไร่ชาจนพอใจแล้ว ผมไปลองชิมชา และได้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ถึงความเป็นมาของการปลูกชาได้คำตอบว่า จริงๆ แล้วแรกเริ่มเดิมทีการปลูกชาเป็นการสนับสนุนให้อดีตคณะทหารนายพลต้วน(กองพล93)ประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยมีโครงการหลวงเข้ามาช่วยเหลือให้ความรู้ แต่ด้วยการปลูกแบบขั้นบันไดทำให้ไร่ชาสวยงามจนกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว
จิบชาไปนั่งคุยกับเพื่อน เบื้องหน้าเป็นภาพต้นชาปลูกเป็นแถวไล่ระดับไปตามเนินเขา สวยงามราวกับเป็นภาพวาด คิดดูครับชาคุณภาพดี ร้อนๆ กลิ่นหอมชวนให้ผ่อนคลาย  กับบรรยากาศช่วงปลายฝนต้นหนาว ต้นไม้ได้รับความสดชื่นหลังจากฝนโปรยปราย อากาศก็เย็นสบายจากลมหนาว ถ้าหาซื้อบรรยากาศแบบนี้ไปไว้ที่บ้านได้ เท่าไหร่ก็ยอมเสียแน่นอน

อูดูถ่องมะ! อาข่า หาหนอนไม้ไผ่ที่ ‘หมู่บ้านหล่อโย’

อูดูถ่องมะ! เป็นภาษาอาข่า แปลว่า ‘สวัสดี’ ผมฝึกพูดคำนี้จากเจ้าหน้าที่ของไร่ชา 101 เพื่อเอาไว้พูดกับชาวอาข่าที่ “หมู่บ้านหล่อโย” หมู่บ้านเล็กๆ บนดอยแม่สลอง ตั้งอยู่ในอำเภอแม่จัน ผมตั้งใจมาที่นี่เพราะอยากลองสัมผัสวิถีชีวิตแบบชาวอาข่าสักครั้ง ซึ่งถ้าใครเคยเห็นภาพเด็กๆ ชาวเขาเล่นรถฟอร์มูล่าที่ทำจากไม้ นั่งชิงช้า เล่นไม้โถกเถก มาที่นี่จะได้เห็นของจริงกันครับ

มาถึงก็เจอกับเจ้าของโฮมสเตย์ผู้ปั้นดินให้เป็นบ้าน ชื่อว่า พี่โยฮัน ผมไปถึงที่นั่นพี่โยฮันก็ชวนไปนั่งชิงช้าแบบชาวอาข่าเล่น แกบอกว่า เด็กในหมู่บ้านกำลังจะเลิกเรียนพอดี ผมมาที่นี่เพื่อมาสัมผัสวิถีของชนเผ่าอยู่แล้ว ไม่ปฎิเสธแน่นอนครับ ระหว่างรอเด็กๆ เลิกเรียนก็ลองแต่งชุดแบบชาวอาข่า นั่งจิบชาชมภูเขาเขียวขจีจากหน้าระเบียงโฮมสเตย์บ้านดิน คุยเพลินๆ กับพี่โยฮัน แกก็เล่าให้ฟังถึง ความคิดริเริ่มในการทำโฮมสเตย์ โดยเริ่มจากที่พี่โยฮันมองว่าการท่องเที่ยวน่าจะช่วยให้หมู่บ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้มากกว่าการทำเกษตร แต่ก็ไม่ได้เลิกทำเกษตรไปนะครับ แค่เปิดเป็นโฮมสเตย์ให้คนมาเที่ยวควบคู่ไปด้วย ตอนที่เริ่มสร้างก็มีชาวบ้านบางคนไม่เข้าใจว่าทำแล้วจะได้ผลจริงหรือไม่ ตอนนี้พวกเขาก็ได้เห็นแล้วว่าได้ผล มีคนมาเที่ยวมาพักจริงๆ และได้สร้างรายได้ให้กับพวกเขาด้วย

หลังจากเด็กๆ มาถึงแล้วก็ไปสนามที่อยู่ไม่ห่างจากหมู่บ้าน ที่นั่นมีชิงช้าสวรรค์แบบชาวอาข่าและชิงช้าแบบโล้ พี่โยฮันบอกว่าปกติชาวบ้านจะโล้ชิงช้ากันในช่วงที่มีประเพณีโล้ชิงช้า คือช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน เป็นการละเล่นในช่วงมีผลผลิตเยอะ แต่ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้ไปช่วงที่ชาวบ้านโล้กัน พี่โยฮันและน้องๆ ก็ใจดีมาสาธิตให้เราดูได้ครับ

โดยชิงช้าสวรรค์อาข่านั่งได้ 4 คน แต่ละคนน้ำหนักตัวต้องไม่ต่างกันมากนัก เพราะชิงช้าอันนี้นั้นใช้แรงคนหมุน เพื่อนผมเลยอาสาเป็นคนขึ้นชิงช้าไปกับเด็กๆ ส่วนผมรับหน้าที่หมุนให้ เธอบอกว่าชอบมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่เธอเคยลองนั่งชิงช้าแบบนี้ ด้วยความเป็นคนเมืองที่เคยนั่งแต่ชิงช้าสวรรค์สูงๆ หมุนด้วยเครื่องยนต์ ได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ บ้างก็สนุกดีครับ


ยังไม่หมดนะครับ หลังจากจุใจกับชิงช้าสวรรค์แล้ว เด็กๆ จูงมือผมและเพื่อนไปสนุกต่อกับรถฟอร์มูล่าไม้ วิธีการเล่นคือ ไปตั้งต้นจากบนเนินแล้วปล่อยให้รถไหลลงมา ยิ่งเนินชัน รถยิ่งไหลลงมาเร็ว ซึ่งรถของที่นี่ไม่มีเบรก เวลาจะเบรกก็ใช้เท้าเรานี่แหละครับ ลากไปกับพื้นแล้วรถมันก็จะหยุดเอง 

ส่วนใครอยากทดสอบการทรงตัวของตัวเอง ต้องลองเล่นไม้โถกเถก ค่อนข้างทรงตัวยากทีเดียว แต่เด็กๆ เดินกันได้ชิลๆ เลย ซึ่งการละเล่นเหล่านี้ คือสิ่งที่ชาวอาข่าในหมู่บ้านหล่อโย ทำเป็นชีวิตประจำวัน เป็นวิถีชีวิตจริงๆ ไม่ได้ถูกดัดแปลงมาเพื่อเอาใจนักท่องเที่ยวครับ


ส่วนมื้อเย็นเรากินกันแบบอาข่า เป็นเมนูง่ายๆ มีไข่เจียว แกงจืดฟักทอง ผัดยอดฟักแม้วหมูสับ และทีเด็ดคือน้ำพริกอาข่า พร้อมกับผักพื้นบ้าน ทุกเมนูใส่มาในถ้วยที่ทำจากไม้ไผ่ ช้อนก็ทำจากไม้ไผ่ด้วย ยกมาเป็นแบบขันโตก นั่งกินกันที่หน้าระเบียงบ้านใต้แสงดาว บรรยากาศแบบนี้ร้านหรูแค่ไหน ก็เทียบไม่ได้จริงๆ


การออกเดินทางท่องเที่ยวสอนให้ผมเป็นคนตื่นเช้า เพื่อที่เราจะได้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่าและที่สำคัญ ผมไม่อยากพลาดพระอาทิตย์ขึ้นสวยๆ และเช้านี้ผมรีบตื่นมาแต่เช้าเตรียมตัวเข้าป่าตามนัดที่พี่โยฮันเอ่ยปากชวนผมเมื่อคืน ว่าจะพาไปหาหนอนไม้ไผ่หรือหนอนรถด่วน ผมว่ามันเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ไปหาหนอนจากกระบอกไม้ไผ่ แทนที่จะไปเดินตลาดแล้วเลือกซื้อ นับว่าโชคดีของผมที่มาเที่ยวเชียงรายในช่วงที่มีการหาหนอน ซึ่งจะมีแค่เดือนกันยายนถึงตุลาคมเท่านั้น


ป่าที่เราไปหาหนอนก็ไม่ไกลมาก เดินเข้าป่าทางหลังหมู่บ้าน พี่โยฮันแกบอกว่าเราต้องลุ้นกันว่าจะเจอหนอนไม้ไผ่หรือเปล่า เพราะว่าป่าเป็นของทุกคนในหมู่บ้าน ชาวบ้านเองก็ได้เข้ามาหาเพื่อเอาไปกินเหมือนกัน
ส่วนวิธีการดูว่าต้นไหนมีหนอนก็ดูต้นที่มีปล้องสั้นกว่าปกติ ลำต้นมีใบหุ้มสูง มีรอยเจาะของผีเสื้อกลางคืน และมีรอยน้ำไหลตามลำต้น แต่ถ้าอยากให้ชัวร์ว่ามีหนอนจริงๆ ต้องลองเฉาะดูว่าด้านในมีรอยเดินสีน้ำตาลของหนอนหรือไม่ ความยากไม่ใช่แค่การมองหาต้นไผ่ที่มีหนอน แต่การเดินเข้าป่าไผ่นั้น ค่อนข้างสมบุกสมบัน ทางชันและลื่นสุดๆ ต้องระวังการเดินทุกก้าว ถ้าพลาดนิดเดียวไถลลงเนินเขาแน่นอนครับ

เล็งหาต้นไผ่ที่มีหนอนอยู่ไม่นาน พี่โยฮันผู้ตาดีก็เจอ แล้วเขาก็ลองเฉาะไม้ไผ่ดูรอยเดินของหนอนเพื่อความชัวร์ พอเจอรอยแล้วไม่พูดพร่ำทำเพลงเยอะโค่นไผ่ต้นนั้นลงมาเลย จากนั้นก็เฉาะให้ลำต้นเปิดออก สารภาพเลยครับว่าตอนแรกคิดไว้ว่าต้องมีหนอนแบบยั้วเยี้ย ต้นเดียวก็คงพอ แต่พอมาเจอของจริงเปิดออกมามีหนอนอยู่ไม่เยอะเท่าที่จินตนาการไว้ ต้นแรกที่เจอดูจากสายตาน่าจะประมาณ 15 ตัวเท่านั้น กว่าจะได้จำนวนที่พอใจไม่ได้หากันได้ง่ายๆ เลยครับ

หลังจากได้หนอนเท่าที่ต้องการแล้ว พี่โยฮันพาเราไปทำกับข้าวมื้อเที่ยงกันกลางป่า ซึ่งหนอนที่ได้มา เราต้องเอามาล้างกันก่อน จากนั้นนำไปต้มให้พอสุก แล้วค่อยนำมาทอดอีกครั้ง ขอบอกเลยว่าอร่อยกว่าหนอนที่ขายตามรถเข็นในเมืองเยอะเลย กัดแล้วไม่กลวง เนื้อแน่น กลิ่นหอม กินกับข้าวก็ได้ กินเล่นก็ได้ ผมนึกดีใจจริงๆ ที่ได้มาหมู่บ้านหล่อโยในช่วงที่มีหนอนไม้ไผ่ โอกาสที่ได้เข้าป่ามาหาด้วยตัวเองไม่ได้หาง่ายๆ เลยครับ
นอกจากการหาหนอนไม้ไผ่แล้ว หมู่บ้านหล่อโยยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้ทำอีกเยอะ ซึ่งแต่ละกิจกรรมจะอิงกับฤดูกาลซึ่งล้วนเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน ได้ลองใช้เวลาเรียนรู้ชีวิตของคนอื่นดูบ้าง ได้ลองทำอะไรที่ต่างออกไปจากวิถีของตัวเอง ผมว่านี่แหละคือเสน่ห์ของการเดินทางที่ทำให้หลายคนตกหลุมรักจนถอนตัวไม่ขึ้นเลยครับ 


หมอก ‘ดอยผาตั้ง’ ยังสวยตรึงใจ

ไม่ใช่แค่การไปสัมผัสวิถีชีวิตคนเท่านั้น แต่เชียงรายยังมีธรรมชาติที่งดงามอย่าง “ดอยผาตั้ง” ด้วยครับ  ที่นี่เป็นดอยยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวนิยมมาดูทะเลหมอก ตั้งอยู่ที่บ้านผาตั้ง อำเภอเวียงแก่น ติดริมชายแดนประเทศลาว

แม้ดอยผาตั้งจะเป็นดอยที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,635 เมตร แต่การเดินขึ้นดอยนั้นไม่ได้ยากลำบากอย่างที่คิด ทางเดินขึ้นในช่วงแรกมีบันไดไปจนถึงจุดที่มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ จากนั้นเป็นทางเดินบนสันเขา มีจุดให้แวะชมวิวอย่างช่องผาขาด เนิน 102 และเนิน 103 หากเป็นช่วงหน้าฝนทางค่อนข้างลื่น ต้องระมัดระวังเวลาก้าวเดิน แต่ข้อดีคือไม่มีคนเลย เหมือนเขาทั้งลูกเป็นของเรา

ผมเดินขึ้นไปอยู่บนเนิน 102 ซึ่งเป็นเนินยอดฮิตสำหรับชมทะเลหมอก ข้างบนนี้ผมได้เจอกับเด็กผู้ชายชื่อว่าจะดะ น้องเป็นเด็กชาวมูเซอที่บ้านอยู่ไม่ไกลจากจุดชมวิว เวลามีนักท่องเที่ยวมาที่นี่ จะดะจะมาเป็นไกด์ให้เพื่อหาเงินค่าขนม น้องบอกว่าขึ้นมาที่นี่บ่อยจนเหมือนเป็นสนามเด็กเล่นของเขาไปแล้ว ผมเลยถามกลับไปว่าทำไมที่นี่ถึงชื่อว่าเนิน 102 และ 103 แทนที่จะตั้งชื่อเหมือนจุดชมวิวอื่นๆ จะดะบอกว่าที่ได้ชื่อ 102 และ 103 เพราะว่าในสมัยก่อนเนินแห่งนี้เป็นที่ตั้งของทหารสังกัดกองพล 93 ที่กระจายกำลังอยู่ตามดอยต่างๆ โดยที่อยู่บนดอยแห่งนี้คือกองร้อย 102 และ 103  จากด้านบนสามารถมองเห็นแม่น้ำโขงพาดผ่านตัดกับป่าสีเขียวขจี อีกฝั่งของแม่น้ำเป็นประเทศลาว บางช่วงสายลมพัดหอบเอาหมอกมาคลุมจนเรามองไม่เห็นอะไร พอหมอกไหลผ่านไป ฟ้าเปิดก็มองเห็นวิวรอบตัวกว้างสุดลูกหูลูกตา ชุ่มฉ่ำ เขียวขจี สวยซะจนเหมือนเดินอยู่บนสวรรค์ 

ความสวยงามของธรรมชาติตรงหน้าทำให้ผมใช้เวลาชื่นชมอยู่นานเลยทีเดียว กดถ่ายภาพมาเยอะเลยครับ แต่ผมว่าทุกภาพที่ถ่ายมา ไม่มีภาพไหนสวยสู้ภาพที่เราไปเห็นเองได้เลย เหมือนอย่างที่เขาว่า “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น” ต้องลองไปดูด้วยตัวเองสักครั้งจริงๆ ครับ


ล่องเรือชมแม่น้ำกก แวะขี่ช้างชมธรรมชาติ

เที่ยวนอกเมืองเชียงรายกันแล้ว ผมกลับเข้าตัวเมืองเชียงราย เพื่อล่องเรือเที่ยวลำน้ำกก โดยจุดเริ่มต้นคือไปลงเรือกันที่ท่าเรือ ซี อาร์ และจุดหมายปลายทางที่เรามาล่องเรือในครั้งนี้คือ ปางช้างบ้านกะเหรี่ยงรวมมิตรที่ให้บริการพานักท่องเที่ยวนั่งบนหลังช้างเดินชมธรรมชาติและจุดท่องเที่ยวต่างๆ ในหมู่บ้าน

ระหว่างที่ล่องเรือริมสองฝั่งแม่น้ำกกมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงาม ผ่านทั้งบ้านเรือนของชาวบ้าน โรงแรม วัด ไร่นาและภูเขาสูง แม้จะใช้เวลาเดินทางเกือบชั่วโมง แต่การได้นั่งชมธรรมชาติและบ้านเรือน ผมไม่รู้สึกว่านานเลยสักนิดครับ กลับกันแค่รถติดไฟแดงที่สี่แยกในกรุงเทพฯ สัก 5 นาทีก็รู้สึกว่านานมากแล้ว 

มาถึงปางช้างบ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร ผมและเพื่อนไม่รอช้าไปขึ้นช้างทันที วิธีการขึ้นคือต้องขึ้นบันไดไปรอตรงที่ขึ้นช้าง แล้วควาญจะพาช้างมาเทียบให้เราขึ้นไปนั่ง ขอบอกเลยครับว่าสูงไม่ใช่เล่นๆ ใครที่กลัวความสูงอาจจะขาสั่นได้ เส้นทางที่เรานั่งนั้นเป็นระยะทางสั้นๆ ไม่ไกลมาก ในตอนแรกเราเดินทางเลียบถนนจากนั้นก็ขึ้นเนินเขาเตี้ยๆ สองข้างทางเต็มไปด้วยไร่สับปะรดและข้าวโพด บางทีเดินๆ อยู่เพื่อนตัวโตของเราก็แวะทานซังข้าวโพดบ้าง เราก็ชมวิวรอบๆ รอให้เขากินเสร็จ มองจากบนหลังช้างเห็นนาสีเขียว มีแบ็คกราวด์เป็นแม่น้ำกกและทิวเขา แม้จะเป็นระยะทางสั้นๆ แต่สนุกและเพลิดเพลินกับวิวไม่น้อยเลยครับ 

ที่ชมรมช้างบ้านกะเหรี่ยงรวมมิตรมีช้างทั้งหมด 25 เชือก อายุอยู่ที่ 13 - 40 ปี ซึ่งอายุขัยของช้างเท่ากับอายุขัยของคน หาก 10 ขวบ ช้างก็เหมือนเด็กน้อยที่อายุ 10 ขวบเลยครับ ผมถามควาญว่าก่อนจะมาเป็นสถานที่เที่ยวให้ช้างพานักท่องเที่ยวเดินแบบนี้ ...พวกช้างทำอะไรมาก่อน ควาญบอกว่าในสมัยก่อน หน้าที่หลักๆ ของช้างคือลากซุง ส่วนควาญกับช้างตัวที่ผมนั่ง อยู่ด้วยกันมา 10 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่ช้างตัวนี้อายุไม่ถึง 10 ขวบ ผูกพันเหมือนเป็นพี่น้องกัน มากกว่าคนกับช้างอีกครับ ควาญบอกว่าวันนึงเดินประมาณ 2 - 3 เที่ยว เดินเสร็จก็มาอาบน้ำแล้วหยุดพัก ช้างเหนื่อยน้อยกว่าลากซุงในสมัยก่อน หากใครไม่ขี่ช้าง แวะมาให้อาหารป้อนกล้วยให้เจ้าช้างเขาได้นะ แต่ละเชือกน่ารักมาก ห่างจากปางช้างบ้านกะเหรี่ยงรวมมิตรออกมาไม่ไกล มีชาวกะเหรี่ยงเลี้ยงงูไว้และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปอุ้มและถ่ายรูปกับงูได้ ตอนไปถึงมีงูนอนอยู่ในกรง 2 ตัวครับ ชื่อว่าถุงเงินกับถุงทอง เจ้าของบอกว่าเขาชอบเลี้ยงและเคยเลี้ยงมาหลายตัวแล้ว งูเชื่องมาก มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาอุ้มน้องบ่อยๆ รวมถึงดาราคนดังก็เคยมา มีหลักฐานเป็นรูปถ่ายคนดังติดอยู่เต็มผนังร้าน นอกจากนี้บริเวณที่ให้เราอุ้มงูก็มีร้านค้าขายเสื้อผ้า กระเป๋า ของฝากแบบชาวเผ่ากะเหรี่ยงด้วย

ชมพิพิธภัณฑ์บ้านดำของอ.ถวัลย์ ดัชนี

เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีศิลปินเยอะ หนึ่งในนั้นคือ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ผู้มากฝีมือในด้านของจิตรกรรม ปฏิมากรรม ท่านได้สร้างผลงานไว้มากมายรวมถึง “พิพิธภัณฑ์บ้านดำ” ตั้งอยู่ที่ ตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย ที่นี่เป็นกลุ่มบ้านศิลปะแบบล้านนาที่ทุกหลังทาด้วยสีดำจนได้ชื่อว่าบ้านดำครับ
พิพิธภัณฑ์บ้านดำตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 100 ไร่ ประกอบไปด้วยบ้าน 36 หลัง แต่ละหลังมีลักษณะแตกต่างกันออกไป ซึ่งทุกหลังไม่ได้สร้างเพื่อเป็นบ้านพัก อาจารย์สร้างไว้เพื่อเก็บงานศิลปะและของสะสมโดยเฉพาะ ด้านในบ้านแต่ละหลังประดับด้วยเขาควาย เขากวาง กระดูกสัตว์ หนังสัตว์ และไม้แกะสลัก ทุกชิ้นอยู่ในสภาพสมบูรณ์ สวยงาม จนอดคิดไม่ได้จริงๆ ครับว่าอาจารย์ใช้เวลานานมากแค่ไหนถึงจะมีของสะสมเยอะขนาดนี้

โชคดีที่ผมได้เจอกับเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ในร้านขายของที่ระลึก เขาเล่าให้ฟังว่าของสะสมส่วนใหญ่ของอาจารย์มาจากลูกศิษย์หรือคนที่ซื้อภาพวาดนำมาให้เพราะรู้ว่าอาจารย์ชื่นชอบและอาจารย์สามารถวาดภาพได้จากการศึกษาโครงกระดูกโดยที่ไม่จำเป็นต้องเห็นของจริง

 ถึงแม้อาจารย์ถวัลย์ ดัชนีจะถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว แต่ยังคงไว้ซึ่งผลงานศิลปะที่ทรงคุณค่า งานบางส่วนของอาจารย์ถูกติดตั้งถาวรเป็นสมบัติของชาติตามสถานที่สำคัญและพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ จากการได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ก็อดทึ่งกับผลงานที่อันเป็นเอกลักษณ์ของอาจารย์ไม่ได้จริงๆ กว่าคนคนหนึ่งจะเชี่ยวชาญจนสามารถหลับตาทำสิ่งต่างๆ ได้ ต้องใช้เวลากับสิ่งนั้นนานแค่ไหนกัน

ความสวยงามของ ‘วัดร่องขุ่น’

เชียงรายไม่ได้มีแค่บ้านดำที่เป็นสถานที่ทรงคุณค่าทางศิลปะ ยังมีวัดสีขาวเป็นแลนด์มาร์คชื่อดังอย่าง “วัดร่องขุ่น” อีกด้วย วัดสีขาวแห่งนี้เป็นผลงานศิลปะสอดแทรกปริศนาธรรมของอาจารย์เฉลิมชัย โฆสิตพิพิฒน์ ศิลปินชื่อดังชาวเชียงราย โดยอาจารย์สร้างที่นี่ขึ้นเป็นพุทธบูชา มีแรงบันดาลใจจาก 3 สิ่ง นั้นก็คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถอดแบบมาจากวัดมิ่งเมือง จ.น่าน สวยงามสมคำร่ำลือ บอกเลยว่าหากใครมาเชียงรายแล้วไม่ได้มาที่นี่แสดงว่าคุณยังมาไม่ถึงเชียงราย

หากบอกว่าอาจารย์เฉลิมชัย เนรมิตที่นี่ได้เหมือนสวรรค์ก็คงไม่ผิดมากนัก ด้วยตัวโบสถ์สีขาวบริสุทธิ์ ลวดลายปูนปั้นวิจิตรบรรจง ยิ่งใหญ่ตระการตาและละเอียดลออ สมจริงราวกับว่าเคลื่อนไหวอยู่จริงๆ ซึ่งที่นี่คนไทยเข้าฟรีนะครับ ผ่านทางเข้าหน้าประตูไปแล้วจะมีเจ้าหน้าที่แจกถุงพลาสติกให้เพื่อนำไปใส่รองเท้าตอนเราเข้าภายในโบสถ์ ทางเดินชมวัดเป็นทางเดินเดียว คือเข้าจากด้านหน้าแล้วไปวนออกด้านหลังเลย ไม่เดินสวนออกมา เนื่องจากที่นี่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติค่อนข้างเยอะ ทางวัดเลยต้องจัดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมอย่างเป็นระเบียบ ส่วนด้านในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นฝีมือของอาจารย์เอง อย่าลืมสังเกตมุมหน้าประตูกันนะ เพราะมุมนั้นมีภาพวาดที่เป็นตัวการ์ตูน ตัวละครดัง ดารา นักร้องในปัจจุบัน มองดูแล้วสวยงามแปลกตาและลงตัวกับศิลปะอันวิจิตรของวัดเป็นอย่างยิ่ง 

หากใครอยากมาในช่วงเวลาที่คนไม่เยอะมากแนะนำว่าควรมาตั้งแต่ 8 โมงเช้า เป็นเวลาที่วัดเพิ่งเปิดให้เข้าชมคนจะไม่เยอะมาก และนอกจากโบสถ์สีขาวที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่แล้ว ยังมีหอพระพิฆเนศที่ยิ่งใหญ่สวยงามไม่แพ้กัน และหากใครอยากชมงานศิลปะของอาจารย์ก็มีพิพิธภัณฑ์ภาพวาดอยู่ด้านหน้าทางเข้า วันที่ผมไปโชคดีได้เจออาจารย์เฉลิมชัยด้วยครับ

‘ร่องเสือเต้น’ วัดสีน้ำเงิน      

ชมวัดสีขาวไปแล้ว เชียงรายยังมีวัดสีน้ำเงินที่สวยแปลกตาอย่าง “วัดร่องเสือเต้น” ด้วยครับ ที่นี่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านร่องเสือเต้น อำเภอเมืองเชียงรายเป็นวัดที่สร้างขึ้นโดยใช้โทนสีน้ำเงินและฟ้าตัดกับสีเหลืองทอง มีศิลปะที่มีความสวยงดงามแปลกตา จากฝีมือการรังสรรค์ของ ‘สล่านก’ ศิลปินชาวเชียงราย

วัดร่องเสือเต้นเป็นอีกหนึ่งวัดในเชียงราย ที่มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมเยอะทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ด้วยความสวยงาม สีสันแปลกตา โดยสล่านกผู้สร้างวัดแห่งนี้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เฉลิมชัย โฆสิตพิพัฒน์ และเข้าไปทำงานที่วัดร่องขุ่น เลยได้นำเอาศิลปะอันอ่อนช้อยละเอียดลออมาผสานกับศิลปะที่โดดเด่นของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ ผู้สร้างพิพิธภัณฑ์บ้านดำ มาที่นี่รับรองว่าตื่นตาตื่นใจตั้งแต่ประติมากรรมบันไดพญานาคจนไปถึงภายในโบสถ์ ทั้งวัดมีลวดลายที่อ้อนช้อย ประณีตและมีเอกลักษณ์น่าจดจำ 
ภายในโบสถ์ของวัดร่องเสือเต้นนั้นประดิษฐาน พระพุทธรัชมงคลบดีตรีโลกนาถ เป็นพระประธาน บริเวณพระเศียรบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ให้ผู้ที่มาได้สักการะบูชา นอกจากนี้ด้านหลังโบสถ์มีพระพุทธรูปปางห้ามญาติสีขาวองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่ ถัดไปไม่ไกลจะเห็นเจดีย์พระธาตุแก้วจุฬามณีห้าพระองค์ ซึ่งบนยอดขององค์พระธาตุ ได้บรรจุพระบรมสาริกธาตุ จากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ด้วยครับ

ชมรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมใหญ่ที่สุดในโลกที่ ‘วัดห้วยปลากั้ง’

เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีอะไรให้ค้นหาอีกเยอะเลยครับ ยิ่งเที่ยวก็ยิ่งรู้สึกตกหลุมรักที่นี่ สำหรับทริปนี้ก่อนจะกลับเราแวะไปเที่ยวกันที่ “วัดห้วยปลากั้ง” อีกวัดหนี่งของจังหวัดเชียงรายที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความสวยงาม ที่มีเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ความสูง 69 เมตร
ภายในองค์เจ้าแม่กวนอิมมีลิฟท์ให้ขึ้นไปชมวิวมุมสูงได้ แต่น่าเสียดายที่ผมไปถึงวัดลิฟท์ก็ปิดไปแล้ว สอบถามเจ้าหน้าที่เขาบอกว่าถ้าหากอยากขึ้นไปชมวิวบนนั้นต้องมาก่อนเวลา 6 โมงเย็น แต่ถ้าใครมาไม่ทันก็ไม่เป็นไรครับ บรรยากาศยามเย็นตอนที่วัดเปิดไฟประดับก็สวยงามไปอีกแบบ ไม่น่าเชื่อเลยว่าก่อนจะมาเป็นวัดที่สวยงามแบบนี้ ที่นี่เคยเป็นวัดร้างมาก่อน

นอกจากเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่แล้ว ไฮไลท์ของที่นี่ยังมี เจ้าแม่กวนอิมที่แกะสลักจากไม้หอม ประดิษฐานอยู่ใน “พบโชคธรรมเจดีย์” เจดีย์ที่มีความสูงถึง 9 ชั้น สร้างตามแบบศิลปะจีนผสมล้านนา เลยดูแปลกตากว่าเจดีย์จีนที่อื่นๆ ถัดมาจากพบโชคธรรมเจดีย์เป็นวิหารสีขาว ชื่อว่าวิหารพบโชค สีขาวล้วน ให้ความรู้สึกสงบและสวยงามวิจิตรมากเลยครับ 


ชาวบ้านที่มาสักการะเจ้าแม่กวนอิมบอกผมว่าการได้มาเยือนที่วัดห้วยปลากั้งเปรียบเสมือนกับได้ขึ้นสวรรค์ ผมว่าก็ไม่เกินความจริงเท่าไหร่ครับ ที่นี่งดงามยิ่งใหญ่ ไม่แปลกใจเลยที่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาไม่ขาดสาย

 

ถึงเวลาพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ผมเองก็ต้องโบกมือลาเชียงราย ผมรักการออกเดินทางครั้งนี้จริงๆ ครับ เพราะเป็นทริปที่เต็มไปด้วยความประทับใจตลอดทั้งทริปไม่ว่าจะเป็นผู้คน ธรรมชาติ ศิลปะวัฒนธรรม รวมถึงการเดินทางทั้งไปและกลับกับสายการบินบางกอกแอร์เวย์ที่ได้รับบริการแสนเอ็กซ์คลูซีฟ ไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารการกิน สมกับที่เป็นสายการบินระดับบูทีคของเอเชีย

ทริปนี้ไม่ใช่การมาเที่ยวเชียงรายครั้งแรกของผมแต่เป็นครั้งที่ผมตั้งใจมาเที่ยวเพื่อทำความรู้จักกับเชียงรายอย่างแท้จริงการได้หาคำตอบด้วยตัวเองว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น ทำไมพระถึงขี่ม้า ทำไมถึงมีไร่ชา เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมยังไม่หยุดเดินทาง ผมหลงเสน่ห์ของการออกไปหาคำตอบ ผมเชื่อว่ายิ่งเดินทางมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งได้เรียนรู้มากเท่านั้น และผมว่าหลายคนคงมีเหตุผลสำหรับการออกเดินทางของตัวเอง แล้วคุณล่ะครับลองออกไปหาคำตอบในแบบของตัวเองบ้างหรือยัง?

ลงทะเบียนรับจดหมายข่าว

ติดตามทุกข่าวคราวความเคลื่อนไหวของเราง่ายๆ แค่กรอกชื่อและอีเมล์

การคลิก "ลงทะเบียน" แสดงว่าคุณยินยอมตามข้อกำหนดของเราและได้อ่านนโยบายข้อมูลของเราแล้ว

FWD MAX

FWD MAX