เช็คลิสต์โรคฮิต ในเด็กวัยเรียน

เด็กวัยเรียน คือวัยซน เป็นช่วงวัยแห่งจินตนาการและพลังที่เต็มเปี่ยม เด็กวัยนี้จะชอบค้นหา เรียนรู้จากสิ่งต่างๆ รอบตัว แต่อุปสรรคสำคัญที่มักจะสร้างความปวดหัวให้กับพ่อแม่ก็คือ ลูกป่วยเพราะติดโรคจากเพื่อนในโรงเรียน เป็นๆ หายๆ ป่วยวนไปจนกระทบพัฒนาการของลูกน้อย แล้วมนุษย์พ่อมนุษย์แม่อย่างเราๆ จะรับมือยังไง วันนี้FWD มีคำตอบ...

มารู้จักโรคติดต่อท็อปฮิตที่ต้องระวังในเด็ก

เมื่อลูกเข้าสู่วัยเรียน เด็กๆ ในช่วงนี้ก็จะติดโรคกันได้ง่าย โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีแรก ทั้งจากการสัมผัส การใช้ของร่วมกัน ซึ่งมีข้อมูลโรคติดต่อที่สำคัญในเด็ก จากการแถลงข่าว เรื่อง “พยากรณ์โรคและภัยสุขภาพที่สำคัญ พ.ศ.2560” สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้สรุปโรคที่เด็กต้องระวังไว้ ดังนี้

-โรคมือ เท้า ปาก 

-โรคไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ 

-โรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กจากไวรัส RSV 

-โรคไข้เลือดออก 

-โรคอุจจาระร่วง 

-โรคอีสุกอีใส 

-โรคตาแดงหรือเยื่อบุตาอักเสบ 

-โรคหัด

เด็กป่วยเป็นหวัดต่อปี

จากการประเมินของกระทรวงสาธารณสุขเรื่องการเจ็บป่วยเป็นหวัดของเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ พบว่า

                -เด็กในเขตเมืองจะป่วยเป็นหวัดเฉลี่ยคนละ 5-8 ครั้งต่อปี

                -เด็กในเขตชนบทหรือต่างจังหวัดจะเป็นหวัดน้อยกว่าเฉลี่ยคนละ 3-5 ครั้งต่อปี

ช่วงระบาด ของ 5 โรคที่มักเกิดในเด็กเล็ก   

                จากการประเมินของกระทรวงสาธารณสุขเรื่องการเจ็บป่วยเป็นหวัดของเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ พบว่า

                -ไข้หวัดใหญ่ ระบาดตลอดทั้งปี เป็นหนักฤดูฝน กรกฎาคม-กันยายน

                -ท้องร่วง ตลอดทั้งปี

                -ตาแดง ระบาดช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม

                -โรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กจากไวรัส RSV ระบาดช่วงเดือนกรฎาคม-ตุลาคม

                -มือเท้าปาก ระบาดช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม

เตรียมพร้อมรับมือโรคฮิต

เมื่อถึงเวลาเปิดเทอม คุณพ่อคุณแม่อาจจะมีความกังวลใจเรื่องความเจ็บป่วยของลูกที่มาจากการไปโรงเรียน โดยเฉพาะเด็กในวัยอนุบาล ช่วงอายุ 2-5 ขวบ เป็นช่วงที่เด็กยังไม่มีภูมิคุ้มกันที่สูงพอ อีกทั้งการแพร่เชื้อต่างๆในโรงเรียนก็เกิดขึ้นได้ง่ายและตลอดเวลา

คุณพ่อคุณแม่ต้องหมั่นสังเกตและเฝ้าระวังโรคฮิตในเด็กในช่วงเปิดเทอมนี้ เพราะโรคกลุ่มนี้ เป็นโรคที่เด็กๆ สามารถจะเป็นได้บ่อยอย่างแน่นอน


อาการและสาเหตุ

เป็นโรคที่ติดเชื้อจากการหายใจ หรือการสัมผัสกับสารคัดหลั่ง โดยอาการจะมีไข้สูงมาก คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอจาม อาเจียน เจ็บคอ ปวดหัวมาก อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย

ตามตัว คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตอาการเบื้องต้นเหล่านี้ แต่หากมีเพียงไข้ต่ำๆ น้ำมูกไหล และมีการไอร่วมด้วย อาจจะเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา

การดูแลรักษา

ปกติอาการของไข้หวัดใหญ่อยู่ในช่วงประมาณ 7-10 วัน การรักษาจะไม่มียาเฉพาะ แต่จะรักษาตามอาการ หากเด็กไม่ยอมดื่มนมหรือทานอาหาร เนื่องจากหายใจไม่

ออก ควรให้ดื่มนํ้ามากๆ และใช้นํ้าเกลือหยอดจมูกหรือล้างจมูก เพื่อป้องกันเสมหะอุดกั้นทางเดินหายใจ

การป้องกัน

-การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ควรฉีดประมาณ 1-2 เดือนก่อนฤดูกาลระบาดของทุกๆ ปี และสามารถฉีดได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป

-การป้องกันที่ดีที่สุดคือ พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ติดเชื้อจากคนที่เป็นอยู่

-หากไปสถานที่ชุมชน ควรใส่หน้ากาก ล้างมือ และทานอาหารให้ถูกสุขอนามัย


            อาการและสาเหตุ 

            โรคฮิตในเด็ก ที่มักเกิดจากการพลั้งเผลอจับของสกปรกเข้าปาก หรือทานอาหารที่ไม่ถูกสุขอนามัย สาเหตุอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย หรือพิษจาก อาหาร และหากลูกน้อยมีอาการท้องเสียหลายวัน รวมทั้งมีไข้อ่อนๆ อาเจียน กินได้น้อย งอแง ไม่สบายตัว ให้รีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน เพราะอาจเป็นลำไส้อักเสบจากการ ติดเชื้อ "โรต้าไวรัส” ได้ 

            การดูแลรักษา 

            การให้เด็กดื่มเกลือแร่ที่เป็นโรคนี้จะต้องให้ดื่มทีละน้อย แต่ให้เด็กดื่มบ่อยขึ้น และจิบนํ้าเกลือแร่ให้ทันกับที่ร่างกายเกิดภาวะสูญเสียนํ้าจากอาการท้องร่วง 

            การป้องกัน 

            -ควรล้างมือให้เด็กบ่อยๆ 

            -หมั่นดูแลอาหารการกินที่ปรุงสุกอยู่เสมอ 

            -หลีกเลี่ยงการไปสถานที่แออัด 

            -คุณพ่อคุณแม่ควรตรวจตรา ทำความสะอาดของเล่น ของใช้ของเด็กๆ ให้สะอาดอยู่เสมอ 

ปัจจุบันมีวัคซีนโรต้าที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัส โดยมีส่วนประกอบของเชื้อโรต้า 1 สายพันธุ์ และ 5 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดรับประทานหรือแบบหยอด และสามารถเริ่มให้ทารกอายุตั้งแต่ 6-12 สัปดาห์

             อาการและสาเหตุ

ถึงแม้โรคตาแดงอาจดูไม่รุนแรงเท่าไร แต่หากปล่อยไว้อาจถึงขั้นรุนแรงได้ สาเหตุพบบ่อยเกิดจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เยื่อบุตาภายในหนังตา เยื่อบุตาขาว และภายในเปลือกตาเกิดการอักเสบ และติดเชื้อแบคทีเรีย มีอาการตาแดงเข้มมาก มีขี้ตาออกสีเหลืองหรือสีเขียว

การดูแลรักษา

เบื้องต้นคุณพ่อคุณแม่ควรประคบเย็นที่ดวงตา และดูแลรักษาความสะอาดอย่างระมัดระวังให้ลูกน้อยอยู่เสมอ โดยปกติอาการจะหายไปภายในประมาณ 1-2 สัปดาห์ ควรหยุดการไปโรงเรียนเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และถ้าตาแดงรุนแรงมากขึ้นต่อเนื่องเกิน 2-3 วัน ควรรีบพบแพทย์ทันที

การป้องกัน

                -ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสขี้ตา น้ำตาของผู้ป่วย

                -ไม่ใช้ภาชนะหรือของใช้ร่วมกันกับผู้ป่วย

                -รักษาความสะอาดโดยการล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่

                -เมื่อเป็นตาแดง ให้ดูแลรักษาไปตามอาการ ใช้ยาหยอดตาเพื่อลดอาการระคายเคือง และให้ยาบรรเทาอาการปวดและแก้ไข้


อาการและสาเหตุ

โรคที่มากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอีกโรคหนึ่งที่สำคัญก็คือ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV ความอันตรายของเชื้อไวรัสตัวนี้คือดูธรรมดาเหมือนไข้หวัดธรรมดา แต่อันตรายถึงชีวิต ไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง สามารถเกิดการติดเชื้อได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่ส่วนมากแล้วมักเกิดในเด็กเล็กๆ ที่อายุต่ำกว่า 3 ปี สำหรับในประเทศไทยอาจพบการระบาดได้บ่อยในช่วงฤดูฝน หรือช่วงปลายฝนต้นหนาว การติดต่อของเชื้อ RSV นี้สามารถติดต่อผ่านสารคัดหลั่งต่างๆ ในร่างกาย เช่น น้ำมูก น้ำลาย ละอองจากการไอ จาม โดยเฉพาะการติดต่อจากการสัมผัส

หากเด็กได้รับเชื้อ ระยะฟักตัวของโรคจะอยู่ที่ประมาณ 5 วัน โดยในช่วง 2-4 วันแรก มักมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น ไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล เมื่อการดำเนินโรคมีมากขึ้น ส่งผลให้ทางเดินหายใจส่วนล่างมีการอักเสบตามมา ทำให้เกิดโรคหลอดลมอักเสบ กล่องเสียงอักเสบ และโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ

 การดูแลรักษา

ไวรัสRSV ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน รวมถึงยังไม่มียารักษาโรคโดยเฉพาะ” ร่างกายที่แข็งแรงคือเกาะป้องกัน RSV 

                -ผู้ปกครองควรดูแลความสะอาดให้ดี หมั่นล้างมือตัวเองและลูกน้อยบ่อยๆ เพราะการล้างมือสามารถลดเชื้อที่ติดมากับมือทุกชนิดได้ถึงร้อยละ 70

                -ควรให้เด็ก รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะครบ 5 หมู่ และพักผ่อนให้เพียงพอ

                -ออกกำลังกายในอากาศที่ถ่ายเท ไม่อยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรงแก่เด็ก

                -หมั่นรักษาความสะอาดสิ่งของรอบตัวของลูกคุณมีโอกาสได้สัมผัส เช่น ของเล่น แก้วน้ำ เป็นต้น

             อาการและสาเหตุ

 เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ผ่านทางการไอ จาม หรือจากละอองน้ำมูกเด็กที่ป่วยอยู่ เป็นโรคที่มักจะมาช่วงฤดูฝน และพบมากในเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 10 ปี มีอาการ

คล้ายโรคอีสุกอีใส แต่จุดสังเกตที่สำคัญคือ มีผื่น จุดแดงที่มือ เท้า ปาก เพิ่มขึ้นมาด้วย และอาจหายได้ภายใน 10 วัน แต่ถ้ามีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ที่รุนแรง ให้รีบพบ

แพทย์ทันที

การดูแลรักษา

ช่วงนี้เด็กจะทานอาหาร และดื่มน้ำไม่ค่อยได้ เพราะเจ็บแผลในปาก อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ พยายามอย่าให้เด็กมีไข้ขึ้นสูง ควรเช็ดตัวอยู่เสมอ หากมีอาการแทรก

ซ้อนที่ผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที

การป้องกัน

-คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นดูแลลูกน้อยเรื่องอาหาร น้ำดื่ม และควรเตรียมกระติกน้ำ หรือแก้วน้ำส่วนตัวให้ลูกไปใช้ที่         โรงเรียน

-ควรให้ลูกหยุดไปโรงเรียนเพื่องดการแพร่เชื้อ

-ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้โดยตรง


แนวทางป้องกันและควบคุมโรคติดต่อในเด็ก ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถปฏิบัติได้เองง่ายๆ

-การคัดกรองและการแยกเด็กที่ป่วย เมื่อสังเกตุเห็นลูกน้อยมีอาการเจ็บป่วยจนผิดปกติ ควรแยกเด็กออกจากกลุ่มเพื่อนๆ หรือหยุดเรียน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ และรักษาตัวให้หายดีก่อน

-การทำความสะอาดสถานที่และสิ่งของเครื่องใช้อย่างสม่ำเสมอ เป็นการทำลายเชื้อโรคเพื่อไม่ให้ติดต่อได้ ลดการเกิดโรคซ้ำ อีกทั้งช่วยไม่ให้แพร่กระจายเชื้อโรคไปที่เด็กคนอื่น

-ส่งเสริมโภชนาการและการใช้ชีวิตประจำวันให้เด็กมีสุขภาพดีอย่างต่อเนื่อง เพราะสุขภาพที่ดีจะเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีคุณภาพ เช่น การรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ การออกกำลังกายฯ

-เสริมสร้างพฤติกรรมอนามัยเด็ก เพื่อช่วยลดการติดเชื้อ เช่น การสอนเด็กให้ล้างมืออย่างถูกต้อง การใช้ห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะ หรือข้อระวังเมื่อใช้ของร่วมกับเพื่อนๆ เรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมพร้อม ก่อนลูกน้อยเข้าโรงเรียน

เรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมพร้อม ก่อนลูกน้อยเข้าโรงเรียน

-ค่อยๆ อธิบายให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องสุขลักษณะกับเด็กๆ  อย่างใจเย็นและเข้าใจง่าย

-ฝึกให้ลูกสามารถช่วยเหลือตัวเองได้สมตามวัยของเด็ก รวมถึงการแต่งตัว และการขับถ่ายเอง ให้มีวินัยเรื่องความสะอาด

-สำรองเงินฉุกเฉิน หรือเตรียมค่าใช้จ่าย เมื่อลูกเจ็บป่วย หรือเตรียมประกันสุขภาพ เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึง หากต้องการมีค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย


เพราะ “ลูก” คือสิ่งที่มีค่าที่สุด

เลือกความคุ้มครองที่ครบทุกด้าน ให้คนที่คุณรัก จ่ายเพียงนิด คุ้มครองชีวิตและสุขภาพถึงหลักแสน

- คุ้มครองสุขภาพ คุ้มครองชีวิต และอุบัติเหตุ

- ลด 25% ทันที เมื่อทำประกัน 3 คนขึ้นไป

- เลือกจ่ายได้ทั้งรายเดือนและรายปี

คุ้มครองครบทั้งครอบครัว คุ้มค่าทุกการใช้จ่าย ประกันสุขภาพจากเอฟดับบลิวดี https://bit.ly/2kmpFDQ

#แฟมิลี่แคร์ คุ้มครองครบ ดูแลคุณทั้งครอบครัว #มนุษย์แม่2018 #เพราะเป็นแม่เลยต้องดูแลสุขภาพตัวเอง

ลงทะเบียนรับจดหมายข่าว

ติดตามทุกข่าวคราวความเคลื่อนไหวของเราง่ายๆ แค่กรอกชื่อและอีเมล์

การคลิก "ลงทะเบียน" แสดงว่าคุณยินยอมตามข้อกำหนดของเราและได้อ่านนโยบายข้อมูลของเราแล้ว

FWD MAX

FWD MAX