ไม่หยุดฝัน แล้วทำมันให้เป็นจริง Bowky

ในขณะที่วัยรุ่นอายุรุ่นราวคราวเดียวกันลังเล เพราะมีความฝันนับล้านอย่างให้เลือกทำ โบกี้-พิชญ์สินี วีระสุทธิมาศ เลือกการเป็นนักร้องก่อนก้าวขึ้นเวทีแห่งความฝัน มันมีตัวเลือกแค่ ทำ หรือไม่ทำ ก็เท่านั้น

ตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง

“ตอนนี้ทำธุรกิจลิปสติกของตัวเอง กับทำเพลงอยู่กับค่าย What The Duck ส่วนในเรื่องเพลงก็จะมีซิงเกิลเพลง เอาเลย ที่ทำเอง กับมีเพลงละครอีกสองเพลง ส่วนตัวโคฟเวอร์ก็มีอยู่เรื่อยๆ ค่ะ ในชาแนลมีประมาณ สองร้อยกว่าคลิปเห็นจะได้ จริงๆ ตอนแรกคือทำเล่นๆ โทรศัพท์เราไม่ได้เล่นเกมส์ก็เอามาอัดเล่น แล้วมาดูว่าเราทำอะไรได้บ้าง ก็ชอบร้องเพลง ก็เลยอัดคลิปร้องเพลงลงยูทูป แล้วมันก็มีคนเข้ามาดูเยอะขึ้นเรื่อยๆ”


มันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหมนับตั้งแต่วันที่ไปยืนอยู่บนเวทีประกวดเดอวอยส์วันนั้น
“ก็เปลี่ยนแปลงนะค่ะ พอหลังจากที่เราได้ไปประกวดในเวทีเดอวอยส์มันก็เหมือนเป็นตัวการรันตีว่าเราผ่านเวทีใหญ่ๆ มา ทำไห้มีแฟนคลับจากเดิมที่เป็นกลุ่มๆ เดียวที่มาจากยูทูป แต่พอออกรายการก็มีจากทางบ้านที่ดูรายการด้วย มีชื่อเสียงมากขึ้น”

อะไรเป็นแรงผลักดันให้คุณไปประกวด
“จริงๆ ไม่ได้ชอบไปประกวดเลยเพราะเราไม่ได้มั่นใจขนาดนั้น งานประกวดถ้าเราร้องแย่ในวันนั้นภาพมันจะติดตัวเราไปตลอดเลยว่าเราร้องแย่ แต่ถ้าในยูทูปเนี่ย ถ้าเราร้องไม่ดีเราก็อัดซ้ำจนกว่ามันจะออกมาดีจนกว่าเราจะพอใจแล้วค่อยอัพลง งานประกวดเนี่ยเรามีโอกาสแค่ครั้งเดียวจริงๆ มันเลยกดดันมาก คิดมาตั้งแต่เดอะวอยส์ซี่ซันหนึ่งเลยว่าจะไปประกวดดีไหมจนมาถึงซีซั่นสี่ จนพี่บังคับนี่แหละเลยไป แล้วพอดีคุณแม่เสีย แล้วคุณแม่เองก็อยากให้ร้องเพลงประกวด ก็เลยทำให้แม่ด้วย เพราะตั้งแต่เริ่มร้องเพลงครั้งแรกเลยก็เพราะคุณแม่ คุณแม่เล่าให้ฟังว่าตั้งแต่ตอนอุ้มท้องคุณแม่ก็ลูบท้องแล้วร้องเพลงให้ฟังมาโดยตลอด แล้วพอเกิดมาก็ไม่ได้มีใครสอนร้องเพลง เราก็ร้องมาตลอด เรารู้คีย์ รู้เมโลดี้มาตั้งแต่เด็ก เหมือนเป็นพรสวรรค์ที่คุณแม่ส่งต่อมาให้ คุณแม่เค้าอยากเป็นศิลปินแต่ทางบ้านไม่ยอมรับเพราะหาว่าอาชีพนักร้องคือการเต้นกินรำกินตามค่านิยมของคนสมัยก่อน แต่พอมาสมัยนี้มันไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว เราเลยอยากทำ”



    

มันต่างกันมากเลยนะระหว่างคนที่แค่ชอบร้องเพลง กับคนที่ทำอาชีพนักร้อง อะไรที่ทำไห้กล้าเลือกทางนี้
“โบว์ว่ามันต่างกันมากเลยแหละ ถ้าแค่ชอบร้องเพลง มันก็แค่ร้องออกมา โดยที่เราไม่ต้องสนใจใคร หรือสนใจอะไรเลยก็ได้ ก็แค่ชอบร้องก็เลยร้องออกมา แต่การเป็นศิลปินอาชีพสำหรับโบว์มันคือการที่เราต้องใช้ทั้งคอเพื่อร้อง ใช้หูฟังว่ามันเข้ากันกับดนตรีหรือไม่ ใช้ตาดูว่าคนฟังเค้าอินกับโชว์เราแค่ไหน คือนอกจากศิลปินจะเป็นนักร้องที่ดีแล้ว ยังต้องเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย”



                          

สำหรับคนที่เรียนทางดนตรีมาตั้งแต่เด็ก เล่าให้ฟังหน่อยคนที่เลือกเดินเส้นทางนี้ต้องเจอกับอะไร
“จากที่เรียนดนตรีมาจนตอนนี้ที่เพิ่งเรียนจบก็เป็นเจ็ดปีพอดี ตอนแรกเราไม่รู้อะไรเลยที่ไปสมัครที่ดรุยางค์ศิลปมหิดล ก็เรียนตั้งแต่มอสี่ ตอนนั้นมีทั้งคลาสสิค โอเปร่า อีกทั้งภาษาอิตาเลี่ยน เยอรมัน ฝรั่งเศส ตอนนั้นคือท้อมาก ใบสมัครแทบจะฉีกทิ้งอยู่แล้ว ภาษาก็ต้องเรียนเยอะ โน้ตก็ไม่รู้ แต่เสียดายค่าใบสมัครเลยไปสอบรอบสุดท้ายแล้วมันฟลุคติด งานบังเกิดเลยทีนี้ เราต้องเรียนทฤษฏีซึ่งเราไม่รู้อะไรเลย ก็ใช้เวลาฝึกฝนมายาวนานมากจนเข้าใจว่า มันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย คนที่เรียนทฤษฏีมามากๆ เนี่ยจะเป็นข้อเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ได้เรียนมาอย่างเห็นได้ชัด คนที่ไม่ได้เรียนเค้าไม่รู้อะไรเค้าก็เลยกล้าจะใช้เทคนิคแพรวพราว ดีว่าพ่นไฟได้หมด แต่พอมาเทียบกับตัวโบว์ที่เราจะสะดุดที่ว่าแบบนี้มันไม่ใช่ ไม่กล้าร้อง คือโบว์เอาแต่เรียนไม่เคยไปทำงานกลางคืนเลย มันทำไห้เราไม่มีประสบการณ์เลย ไอ้การลองผิดลองถูกเนี่ยสำคัญมาก ไม่ได้มีแค่ทฤษฏีเลยจริงๆ”



มันคือเส้นทางที่เราแพลนไว้ตั้งแต่แรกเลยไหมว่าเราชอบดนตรี เราเลยมาเรียนดนตรีแล้วพอจะจบก็ประกวดเพื่อสร้างฐานชื่อเสียงเพื่อเป็นบันไดก้าวไปสู่ความเป็นศิลปิน
“ไม่ใช่การแพลนเลยค่ะ ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะเรียนดนตรีด้วยซ้ำ คือเราอยากเป็นหลายอย่างมากในตอนนั้น แต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่เลือกมันจะเหมาะกับเราจริงๆ หรือเปล่า แต่พอจังหวะชีวิตของเรามาทางนี้เรื่อยๆ เราก็ซึมซับไปกับมัน จนไปถึงงานประกวดที่คิดว่าแม่น่าจะภูมิใจที่เรากล้าไปยืนบนเวทีอย่างนี้ มันก็เหมือนได้เอาชนะตัวเองและได้เคลียตัวเองเสียทีว่านี่คือทางของเรา ได้เรียนรู้จากสิ่งที่ผ่านมาถึงการที่ไม่ใช่แค่ทำเพื่อตัวเองแต่ทำเพื่อคนอื่นด้วย”


อุปสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการทำตามความฝันคืออะไร

“สำหรับโบว์คืออารมณ์ เมื่อเราทำตามอารมณ์ตัวเองเวลาที่ชอบอะไรเราก็จะขยันและทำมันอย่างเต็มที่ แต่พอเวลาที่หมดไฟ เราจะนอยมาก และมานั่งคิดว่านี่เราทำอะไรอยู่ มันถูกแล้วใช่ไหมมันแย่ค่ะถ้าเป็นแบบนั้น”


แล้วมีวิธีเอาชนะปัญหาข้อนี้อย่างไร
“ต้องเอาชนะตัวเองในทุกวัน จนบางครั้งเราต้องฝืนทำแล้วไอ้ความรู้สึกแบบนี้มันจะหายไปเอง อย่างเมื่อก่อนเราจะมีคุณแม่ช่วยจุดไฟ แต่ตอนนี้เราไม่มีแล้วก็ต้องทำไห้ได้ด้วยตัวเอง ต้องบอกตัวเองว่า เรางี่เง่าไม่ได้แล้วนะ ต้องเข้มแข็ง”

     


ลงทะเบียนรับจดหมายข่าว

ติดตามทุกข่าวคราวความเคลื่อนไหวของเราง่ายๆ แค่กรอกชื่อและอีเมล์

การคลิก "ลงทะเบียน" แสดงว่าคุณยินยอมตามข้อกำหนดของเราและได้อ่านนโยบายข้อมูลของเราแล้ว

FWD MAX

FWD MAX