ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความกล้าของ เอม อมฤต HUBBA THAILAND

ในยุคปัจจุบันที่ธุรกิจพากันแข่งขันกันเพื่อเติบโต มีบริษัทจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จ และอีกหลายบริษัทกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า เจ้าของบริษัทเหล่านั้นหลายคนถอยหลัง แต่หลายคนกลับเดินหน้าสู้ต่อจนสามารถพลิกวิกฤตให้กลับมาเป็นความสำเร็จได้ เหมือนกับเอม อมฤต เจริญพันธ์  ที่ก้าวผ่านความผิดพลาดของตัวเองจากแรงบันดาลใจในวัยเด็กก่อนผันตัวมาเป็น CEO และ Co-Founder HUBBA Thailand เจ้าของ Coworking space แห่งแรกในประเทศไทยที่ได้กลายมาเป็นจุดนับพบแห่งแรงบันดาลใจของหนุ่มสาวนักสร้างสรรค์ยุคใหม่ในขณะนี้

ชีวิตที่ยังไม่ค้นพบตัวเองก่อนจะผันตัวมาเป็น CEO ของ HUBBA Thailand
“ตอนเด็กๆ นั้นต้องยอมรับว่าเป็นเด็กติดเกมส์ที่ยังไม่รู้เป้าหมายชีวิตของตัวเองว่าคืออะไร คือยังไม่ค้นพบว่าตัวเองจะต้องไปอยู่ตรงจุดไหนในอนาคต ครอบครัวให้ไปทางไหนก็เดินรอยตามและด้วยความสนใจส่วนตัวเกี่ยวกับการค้าขายและเรื่องของธุรกิจที่เป็นทุนเดิมของเรา ทำให้เชื่อว่าในอนาคตถ้าต้องการเป็นนักธุรกิจที่ดีเป็นนักธุรกิจที่ดี ทำให้เราตัดสินใจเรียนบัญชีที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”

เส้นทางชีวิตในธุรกิจขายตรงแหล่งเรียนรู้ที่ได้พลิกชีวิตของเอม อมฤต
“โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ไม่ได้เรียนเก่ง ตอนเรียนบัญชีจบก็ไม่ได้เกียรตินิยม แถมยังเรียนจบช้ากว่าเพื่อนคนอื่นเป็นปี เพราะเราเสียเวลาเรียนช่วงหนึ่งไปกับการทำธุรกิจขายตรงที่นับว่าเป็นแหล่งความรู้ที่ค่อนข้างโอเคที่ได้สอนให้เราต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพราะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในโปรดักส์หรือผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้นๆ   ส่งผลให้เรานั้นมีความกระหายในการเรียนรู้มากขึ้น เพื่อให้เราสามารถที่จะเอาตัวรอดได้ในธุรกิจที่กำลังทำอยู่”

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้หันมาบุกเบิก Coworking Space คนแรกๆในเมืองไทย
“ หลังจากที่เสียเวลาไปกับธุรกิจขายตรง ทำให้ตัวเองเสียสมาธิในการเรียนจบต้องจบช้าออกไปอีกหนึ่งปี จนได้มองเห็นเพื่อนของเราได้งานทำกันแล้ว ในขณะที่ตัวเองยังมีหน้าที่ต้องเรียนต่อ ทำให้ตอนนั้นเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่แย่สุดในชีวิต ที่เต็มไปด้วยความซึมเศร้าจนทำให้รู้สึกว่าชีวิตไร้ซึ่งจุดหมาย เมื่อช่วงเวลาผ่านไปได้มีการทบทวนชีวิตของตัวเองทำให้เราคิดได้ว่าหากเป็นอยู่แบบนี้ต่อไปคงไม่มีอะไรที่จะดีขึ้นอย่างแน่นอน ถึงเวลาแล้วที่เริ่มต้นใหม่อีกครั้งในเส้นทางที่ไม่ยอมให้อะไรมาควบคุมความสำเร็จเราได้อีก และหลังจากนั้นเองก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเข้ามาอยู่ในวงการ Coworking Space อย่างเต็มตัว” 

ความสำเร็จอันสูงสุดของ HUBBA Thailand ที่อยากให้เกิดขึ้น
“ผมอยากให้ HUBBA Thailand ของเรานั้นเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ทำให้บ้านเมืองเรากลายเป็น Smart City ที่เต็มไปด้วยซอฟต์แวร์ที่สามารถเก็บข้อมูลและประมวลผลให้กับธุรกิจและการดำรงชีวิตของคนในเมืองให้สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงและใช้งานง่ายที่สุด แต่ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันที่ Smart City ยังไม่เกิดขึ้นนั้นเพราะว่ายังไม่มีใครเริ่มลงมือทำอย่างจริงจัง ทั้งที่เทคโนโลยีในตอนนี้มันโอเคแล้ว แค่เรายังใช้มันไม่คุ้มค่าเท่านั้นเองเพราะนอกเหนือจากการประหยัดพลังงานที่ประเทศชาติจะได้รับแล้ว คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในเมืองก็จะถูกยกระดับขึ้นไปด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นเราจึงฝันไว้ในระยะยาวว่าอยากให้ HUBBA Thailand เติบโต ขยายไปในระดับเอเชีย หรือระดับโลกต่อไปได้ เพื่อในอนาคตเมื่อดูแลสมาชิกได้ดีขึ้น มีเซอร์วิสที่ดี มีพาสเนอร์ชิพที่แข็งแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้ในอนาคตชาวต่างชาติจากทั่วโลกจะนึกถึง HUBBA Thailand ของเราเมื่อเขาอยากที่จะเริ่มต้นธุรกิจที่ประเทศไทย”

ความฝันที่อยากทำหลังจากที่ HUBBA Thailand ประสบความสำเร็จ
“ก็คงอยากสร้างระบบตรงนี้และพัฒนามันต่อไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนสาขาที่เพิ่มมากขึ้น หรือการสร้างสรรค์ให้ Spaceของเราเป็นระบบที่ครบวงจรมากขึ้น เพราะว่าความสำเร็จที่เราทำได้ในตอนนี้เมื่อเทียบกันแล้วมันยังไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่ Google ได้ทำเอาไว้ เราเปรียบเสมือแค่ห้องหนึ่งห้องในระบบของ Google เท่านั้นเองเพราะฉะนั้นในอนาคตยังมีอะไรมากมายเกี่ยวกับธุรกิจตรงนี้ให้ผมได้ทำอีกเยอะ”

ไลฟ์สไตล์นอกเวลางานของเอม อมฤต CEO HUBBA Thailand

“นอกจากทำหน้าที่ในการเลี้ยงหลานที่บ้านแล้ว สิ่งหลักๆ ที่จะทำในชีวิตตอนนี้ก็คืองานของ HUBBA Thailand เนี่ยแหละ (หัวเราะ) ที่เราทำเป็นทั้งงานหลักและงานอดิเรกควบคู่กันไป อย่างงานอดิเรกที่ชอบทำส่วนมากคือการไปตระเวนจิบกาแฟตามคาเฟ่ในเมือง แต่ด้วยไลฟ์สไตล์ที่ไม่ชอบจิบกาแฟคนเดียว เราก็มักจะชวนเพื่อนมาจิบด้วยกัน ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมเป็นคนที่เวลาได้คุยกับใครก็มักที่จะได้พบเจอไอเดียใหม่ๆ จนเป็นที่มาให้เกิดการต่อยอดออกมาเป็น Project ต่างๆ ที่ตามมา ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้งานอดิเรกของผมกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานหลักที่ทำอยู่ด้วยมาโดยตลอด” 

มุมมองต่อสตาร์ทอัพไทยในปัจจุบัน
“ในปัจจุบันนั้นผมมองว่าสตาร์ทอัพไทยกับอาเซียน มันยังไม่ค่อยดังในเมืองไทย เพราะว่ายังมีคนไทยอีกหลายคนที่ยังไม่รู้จักสตาร์ทอัพไทยกันเลยด้วยซ้ำ จากการที่บ้านเรายังไม่ค่อยลงทุนเกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อขยายต่อยอดไปในต่างประเทศต่อไปกันอย่างจริงจัง เพราะหลายคนยังไม่เชื่อในผู้ประกอบการไทย และยังไม่เห็นว่าตลาดของประเทศไทยนั้นมันใหญ่พอที่จะเริ่มต้นทำให้คนไทยทุกระดับฝีมือไม่กล้าที่จะลงถือทำเพราะไม่เชื่อว่ามันจะสามารถขยายธุรกิจหรือกิจการเหล่านั้นได้จริง ทั้งที่เพื่อนบ้านเราต่างโกอินเตอร์กันหมดแล้วไม่ว่าจะเป็น แอพฯ Traveloka ของประเทศอินโดนีเซีย หรือแอพฯ Grab ของมาเลเซียที่คนไทยจำนวนมากต่างใช้งานกันอย่างแพร่หลาย แต่เม็ดเงินกลับถูกส่งออกนอกประเทศกันเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นในบ้านเราหากมีการลงมือทำอย่างจริงจังจนสามารถต่อยอดระบบไปสู่ในระดับเอเชียในระดับโลกได้สำเร็จแล้วมันก็จะกลายเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้คนไทยหันมาสนใจเรื่องนี้กันมากขึ้นจนเป็นการเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ที่สามารถจุดประกายให้สังคมบ้านเราสามารถยกระดับตัวเองให้ดีขึ้นได้อย่างที่ผมเละใครหลายคนต่างวาดฝันเอาไว้ ”

เชื่อว่าในบ้านเรายังมีคนกล้าไม่กี่คนที่จะบ้าบุกเบิกทำในสิ่งที่คนอื่นยังไม่เคยทำเป็นตัวอย่างมาก่อนในบ้านเรา และนี่เป็นอีกหนึ่งบุคคลตัวอย่างที่ทำให้เราได้เห็นว่า แรงบันดาลใจ ที่มาพร้อมกับความกล้าบวกลูกบ้าของชายคนนี้ได้สร้างสรรค์ให้เกิดปรากฏการณ์ในวงการธุรกิจของบ้านเราอย่างแท้จริง และนั่นเองก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่จะทำให้สังคมของเราถูกยกระดับให้ดีขึ้น จากความกล้าที่จะลงมือทำของผู้ชายคนนี้ชื่อว่า ‘ เอม-อมฤต เจริญพันธ์

ลงทะเบียนรับจดหมายข่าว

ติดตามทุกข่าวคราวความเคลื่อนไหวของเราง่ายๆ แค่กรอกชื่อและอีเมล์

การคลิก "ลงทะเบียน" แสดงว่าคุณยินยอมตามข้อกำหนดของเราและได้อ่านนโยบายข้อมูลของเราแล้ว

FWD MAX

FWD MAX